WFH อย่างไรให้ไม่น่าเบื่อ

สถานการณ์โควิด19 ที่ยาวนานมากกว่า 3 เดือน ทำให้ประชาชนที่ต้องทำตามนโยบาต่างๆ ของประเทศ เกิดความเคร่งเครียด ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ สุขภาพ และการทำงานที่ต้อง WFH หรือ Work From Home คือ การทำงานอยู่บ้าน ซึ่งด้วยวิธีการทำงานในรูปแบบนี้อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน ซึ่งมีทั้งข้อดี-ข้อเสีย แต่ที่แน่ๆ คือ ต้องกับความเครียดเพิ่มขึ้น เพราะนอกจากจะไม่ได้ไปไหนแล้ว ยังต้องมาพบกับงานแม้จะอยู่ที่บ้านก็ตาม วันนี้เราจึง มูลนิธิแก้ไขปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ (มปอ.) จึงแนะนำวิธีจัดการกับอารมณ์และความเครียด รวมถึงคำแนะนำ

ในการหลีกเลี่ยงการดื่มแบบผิดๆ ที่อาจทำให้สถานการณ์ในปัจจุบันแย่ลง

1. จัดสรรพื้นที่การทำงานสำหรับการ Work From Home และพื้นที่ส่วนตัวที่จะใช้พักผ่อนให้เป็นคนละส่วนกัน
การทำงานที่บ้านอาจทำให้เราแยกแยะไม่ได้ ว่าอันไหนคือบ้าน อันไหนคือที่ทำงาน จากที่เครียดกับงานแล้ว เมื่อกลับบ้านก็จะรู้สึกผ่อนคลายขึ้น กับกลายเป็นว่าบ้านกับที่ทำงาน คือ ที่เดียวกัน อาจจะไม่สามารถผลัดความคิดเรื่องงานออกได้จึงอาจทำให้เครียดมากกว่าเดิม “งาน” ได้ก้าวล้ำเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของคุณ พื้นที่แห่งการพักผ่อนอย่างห้องนอนห้องนั่งเล่นของใครหลาย ๆ คน ถูกเปลี่ยนเป็นออฟฟิศเฉพาะกิจ ตื่นเช้ามาก็เจอคอมพิวเตอร์และงานรออยู่ที่ปลายเตียง อาจสร้างความวิตกกังวลเพราะงานตามเรามาได้ทุกเมื่อ
ปัญหานี้สามารถจัดการได้ โดยแผนกแพทยศาสตร์การนอนหลับ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แนะนำว่า การจัดพื้นที่ห้องนอนให้ปราศจากงานและคอมพิวเตอร์ จะช่วยให้สมองจดจำความเชื่อมโยงระหว่างห้องนอนและการพักผ่อนได้ดีขึ้น จึงแนะนำให้จัดพื้นที่ทำงานแยกจากพื้นที่พักผ่อนให้ชัดเจนเพื่อป้องกันไม่ให้งานเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของคุณจนเกินพอดี และอย่าลืมสร้างบรรยากาศให้เหมาะกับการทำงาน มีแสงแดดและอากาศถ่ายเทเพียงพอ

2. ข้อดีของการทำงานที่บ้าน คือ ความยืดหยุ่น แต่มันยากมากที่จะต้องรักษาระยะเวลา และกิจกรรมประจำวัน
เป็นเรื่องยากที่เราจะตื่นนอนเพื่อไปทำงาน แต่ยากกว่าที่เราอยู่บ้านแต่ต้องตื่นมาทำงานที่บ้าน การจัดสรรเวลาให้ดีถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษากิจวัตรประจำวันของคุณให้เป็นไปตามปกติมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการตื่นนอนเวลาเดิม พักรับประทานอาหารกลางวันเวลาเดิม และเลิกงานเวลาเดิม การรักษากิจวัตรเหล่านี้จะทำให้คุณรู้สึกสามารถควบคุมชีวิตที่เปลี่ยนไปจากการกักตัวอยู่บ้านได้ดีขึ้น นอกจากนี้ บทความจากเว็บไซต์ ฮาร์วาร์ดบิสสิเนส รีวิวยังระบุอีกว่ามีงานวิจัยที่พบว่าการทำงาน 52 นาที พัก 17 นาที คือระยะเวลาที่สมดุล สามารถเสริมประสิทธิภาพการทำงานได้ดีที่สุดอีกด้วย

3. ค้นหางานอดิเรกใหม่ๆ ให้ชีวิตไม่เฉาจนเกินไป
เทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงกักตัวอยู่บ้าน คือ การที่ผู้คนเริ่มมองหากิจกรรมที่สามารถทำเพียงลำพังที่บ้านได้ด้วยตนเองมากขึ้น มีคนเคยบอกว่าอยากทำงานที่บ้านเฉยๆ แต่เมื่อมาถึงเวลาที่ได้อยู่บ้านจริงๆ กับรู้สึกว่ามันไม่ได้มีความสุขอย่างที่คิด เพราะเราดันเบื่อซะงั้น เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซากจำเจและเบื่อหน่าย จากการที่จะต้องถูกกักตัวอยู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย ทำอาหาร อบขนม เขียนหนังสือ สร้างสรรค์งานศิลปะและงานประดิษฐ์ ในทางกลับกันการอยู่บ้านอาจกลายเป็นโอกาสที่ดีในการค้นพบงานอดิเรกและทักษะใหม่ ๆ ของคุณที่จะติดตัวไปในอนาคต ทั้งยังทำให้สนุก ผ่อนคลาย และเพลิดเพลินไปกับการอยู่บ้านอีกด้วย

เทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงกักตัวอยู่บ้าน คือการที่ผู้คนเริ่มมองหากิจกรรมที่สามารถทำเพียงลำพังที่บ้านได้ด้วยตนเองมากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซากจำเจและเบื่อหน่าย จากการที่จะต้องถูกกักตัวอยู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย ทำอาหาร อบขนม เขียนหนังสือ สร้างสรรค์งานศิลปะและงานประดิษฐ์ ในทางกลับกันการอยู่บ้านอาจกลายเป็นโอกาสที่ดีในการค้นพบงานอดิเรกและทักษะใหม่ ๆ ของคุณที่จะติดตัวไปในอนาคต ทั้งยังทำให้สนุก ผ่อนคลาย และเพลิดเพลินไปกับการอยู่บ้านอีกด้วย

การมีเพศสัมพันธุ์

  เราทุกคนนั้นต้องมีการเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องเพศไม่ใช่เรื่องที่หน้าอายเพราะว่าการที่เราเรียนรู้ก็จะทำให้เรารู้จักในการที่ป้องกันเพื่อที่จะไม่ให้เกิดเรื่องที่เราไม่อยากให้เกิดอย่างเช่นการที่เราตั้งท้องตั้งแต่อายุยังน้อย 

ดังนั้นการที่เราเป็นเป็นพ่อแม่นั้นเราก็ควรที่จะพูดคุยในเรื่อวงนี้ด้วยเพื่อที่จะให้เด็กนั้นเข้าใจและเรียนรู้เพื่อที่จะได้รู้จักวิธีในการป้องกัน ต่าง อย่างน้อยๆก็เพื่อที่จะป้องกันการที่ไม่ให้เรานั้นติดเชื้อ HIV การที่เรารู้จักป้องกันเป็นการที่เราต้องเรียนรู้และรับทราบเกี่ยวกับเรื่องของเพศสัมพันธ์  เพราะว่าในขณะนี้เราเชื่อว่าเด็กที่มีอายุน้อยนั้นก็เริ่มที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับการเพศสัมพันธ์กันมากขึ้น เพราะว่าเด็กนั้นมีความคิดที่อยากจะลอง

ดังนั้นเราก็ควรที่จะให้ความรู้กับเขาเพื่อที่จะไม่ให้เขานั้นเข้าใจผิดและทำให้เด็กรู้จักการป้องกัน โดยการที่รู้จักใสถุงยางเพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เกิดอาการท้อง หรือว่าการติดเชื้อ  เพราะว่าด้วยสิ่งแวดล้อมเดี่ยวนี้มีทั้งอินเตอร์เน็ตในการที่เด็กๆนั้นอยากที่จะลอง และเรียนรู้

เพราะว่าโลกของเราเปลี่ยนไปอย่างมากการที่เรารู้จักป้องกันจะทำให้ลดอาการเสี่ยงจากโรคนั้นได้เยอะ เพราะว่าเด็กเดี่ยวนี้รู้จักที่จะป้องกันเพื่อที่จะไม่ให้เกิดโรค อย่างเช่นโรคหนองใน เริม เชื้อHIV ที่สามารถเป็นโรคที่ติดต่อกันได้ 

      ดังนั้นเราเป็นผู้ปกครองหรือว่าเป็นครูก็ควรที่จะให้คำแนะนำหรือมีการซื้อ  ชุดตรวจ hiv  เพื่อเป็นการตรวจหาหรือว่าพูดคุยกันให้มากขึ้นเพื่อที่จะไม่ให้เหตุการณ์ที่เรานั้นคิด การที่เราเรียนรู้เรื่องเพศเป็นเรื่องที่ดีการที่เราเป็นครูก็ควรสร้างความสนิทสนมเพื่อที่จะให้เด็กนั้นกล้าเริ่มที่จะพูดเกี่ยวกับเรื่องเพศศึกษาและการที่เราป้องกันเพื่อที่จะได้ไม่ตั้งท้องก่อนวันอันควรและเป็นโรคที่ติดต่อจากทางเพศสัมพันธ์นั้นอีก  

    เมื่อเด็กนั้นมาถามเราก็ควรที่จะให้คำตอบกับเขาไม่ใช่ไปด่าว่ากล่าวเขาจะทำให้เขานั้นไม่กล้าที่จะพูดเกี่ยวกับปัญหาที่จะอยากจะถามเลยกลายมาให้เขาไปเรียนรู้เองเพื่อที่จะได้คำตอบ  และคำตอบของพวกเขาก็เป็นคำตอบที่ผิดๆเพราะว่าการที่รู้เท่าถึงการณ์ จะทำให้เด็กเริ่มที่จะตั้งท้องตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อง หรือว่าได้รับเชื้อมาจากแฟนโดยที่ไม่ได้ป้องกัน การที่เราเลยหรือว่าพูดคุยกับลูกหรือว่าเด็กนั้นเป็นเรื่องดีเพราะว่าถ้าเขามีปัญหาอะไรนั้นเขาจะได้

ปรึกษาและเราก็ควรที่จะให้คำตอบกับเขาไปไม่ใช่ไปด่าเขาเพราะว่าการที่เราไปด่าว่าเขาจะทำให้เขาไม่กล้าที่จะเล่าเรื่องอะไรให้เราฟัง  ดังนั้นเราก็ควรที่จะพูดคุยเพื่อที่จะได้รับฟังเกี่ยวกับปัญหาของเรื่องการมีเพศสัมพันธ์

วิธีการปกป้องภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำบริเวณขา

วิธีการปกป้องภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำบริเวณขา

วิธีการปกป้องภาวการณ์ลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำบริเวณขา และอาการขา เท้าบวม จากการเดินทางโดยนั่งเครื่องบินระยะทางไกล หรือการนั่งรถยนต์นานๆ หรือ การนั่ง การนอน นานๆ โดยไม่ ได้เคลื่อนไหวร่างกายด้วย มีดังต่อไปนี้

• สภาวะติดเชื้อโรครุนแรง เป็น การได้รับเชื้อที่ก่ออาการอย่างรวดเร็วทันใจ อาการจะร้ายแรงกว่าติดโรคเรื้อรัง แต่ว่าหากได้รับการดูแลรักษาอย่างแม่นยำ รวดเร็วทันใจ โรคมักรักษาได้หายภายในช่วงเวลา 2-3 อาทิตย์

• จะต้องเพียรพยายามเคลื่อนไหวร่างกายให้บ่อยครั้งที่สุดเท่าที่จะทำได้ ลุกเดินเท่าที่จะทำได้

• ขยับเท้า นิ้วเท้าเสมอ นั่งชูเท้าสูง

• ขยับขาเสมอ ไม่นั่งไขว่ห้าง

• ถอดรองเท้า ไม่ใส่ถุงเท้ารัดเท้า

• สวมเสื้อผ้าที่หละหลวม สบาย

• ไม่เก็บกระเป๋า สัมภาระใต้ที่นั่งที่นำมาซึ่งการทำให้จำต้องจำกัดการเคลื่อนไหวเท้า

• เลือกนั่งที่นั่งที่ใกล้ทางเท้า เพื่อการยืนขึ้น นั่ง เดิน เข้าห้องน้ำได้สบาย

• กินน้ำอย่างพอเพียง เพื่อลดความข้นของเลือดที่จะกลายเป็นลิ่มเลือดได้ง่าย

• ไม่รับประทานยานอนหลับ หรือ ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เพราะว่าจะทำให้หลับลึก กลายเป็นลดการเคลื่อนไหว

• อย่ารับประทานอาหารเค็มก่อนจะมีการเดินทาง รวมทั้งในระหว่างเดินทาง ด้วยเหตุว่าเกลือจะช่วยซับน้ำในเส้นโลหิต นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการบวมได้ง่าย

• ถ้าเกิดมีความกังวลใจมากมาย หรือเป็นคนเลือดข้น (เลือดแข็งได้ง่าย เวลาเลือดไหลเลือดหยุดเร็ว) ให้ปรึกษาหมอเพื่อรับประทานยาแอสไพริน ต่อต้านการแข็งตัวของเลือดก่อนเดินทาง

แกว่งแขนรักษาโรคได้อย่างไร

แกว่งแขนรักษาโรคได้อย่างไร
หากผู้ที่มีญาติหรือตนเองต้องทำกายบริหารเป็นประจำ คงจะทราบดีว่าการเดินแกว่งแขนนั้น ถือเป็นการออกกายบริหาร อีกทั้งการแขว่งแขนนั้นถือว่าเป็นศาสตร์ของแพทย์แผนจีนที่สืบทอดต่อกันมานานหลายพันปีแล้ว เพราะเป็นการออกกำลังกายที่ทำได้ง่ายๆ และทำได้เกือบทุกที่นั่นเอง ไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ใดๆ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เกิดจากการสังเกตพฤติกรรมคนป่วย ซึ่งจะมีความรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว เนื่องจากเลือดหมุนเวียนไม่สะดวกนั่นเอง

โดยเราจะยกตัวอย่างนะค่ะ ว่าอย่างเช่นในส่วนของพนักงานออฟฟิศที่ต้องนั่งทำงานอยู่วันละหลายชั่วโมง แทบไม่ได้ลุกไปไหน แต่หากได้ลองลุกเดินบ้าง ลุกไปเข้าห้องน้ำบ้าง บิดขี้เกียจสักครู่ เราจะรู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง ให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ที่เป็นอย่างนี้เพราะว่าตอนที่เรานั่งอยู่กับที่นานๆ ท่าเดิมนานๆ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก การทำอย่างนี้จะทำให้เลือดลมหมุนเวียนได้ดีขึ้นนั่นเอง เมื่อเลือดลมในร่างกายเดินสะดวกขึ้น ก็จะช่วยบรรเทาโรคร้ายได้นั่นเอง

เอ๊ะ แล้วทำไมต้องเลือกการแกว่งแขนด้วยละ?
ทำไมต้องแกว่งแขนหนะหรอ เพราะว่าที่เราแกว่งนั้น เพราะว่าที่ใต้หัวไหล่ที่เรียกว่ารักแร้นั้น คือชุมทางของต่อมน้ำเหลือง หากเราได้ขยับหัวไหล่ และรักแร้ ด้วยการแกว่งแขน จะช่วยให้ต่อมน้ำเหลืองขยับไปด้วย เมื่อต่อมน้ำเหลืองขยับ มันก็จะไหลเวียนไปทั่วร่างกาย “ระบบต่อมน้ำเหลือง” นั้น จะรวมไปถึง ม้าม ต่อมทอนซิล ต่อมไธมัส ฯลฯ ด้วย ระบบเหล่านี้มีหน้าที่ที่ร่างกายสร้างขึ้นมาคือต้องชำระร่างกายให้สะอาด ขจัดของเสีย สารพิษในร่างกาย แถมยังช่วยสร้างเม็ดเลือดขาว แอนตี้บอดี้ของระบบภูมิคุ้มกัน กรองสารแปลกปลอม เชื้อโรคสารพัด

การที่แกว่งแขนก็จะช่วยให้เลือดและระบบต่อมน้ำเหลืองสามารถที่จะหมุนเวียนอย่างสะดวก ไม่ติดขัด ก็จะช่วยเยียวยาอาการเจ็บป่วยของเราได้ชะงัด

แนวทางรักษาโรคกระเพาะ

การวินิจฉัยผู้ป่วยที่เป็นโรคกระเพาะ
โดยปกติแล้วการรักษาผู้ป่วยโรคกระเพาะ ก่อนการรักษาหากมีผู้ป่วยมาพบแพทย์ แพทย์ก็จะดำเนินการสอบถามอาการเบื้องต้นอย่างละเอียดก่อน แล้วจึงเริ่มทำการตรวจร่างกายเพื่อยืนยันให้แน่ชัด รวมถึงทำการตรวจพิเศษอื่นๆ เพิ่มเติม อาทิ การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร (Endoscopy) , การเอกซเรย์กระเพาะอาหารด้วยการกลืนแป้งแบเรียมเพื่อตรวจดูความผิดปกติ หรืออาจมีการตรวจหาเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ด้วยการตรวจเลือด ตรวจอุจจาระ หรือการตรวจด้วยวิธีการพ่นลมหายใจ เป็นต้น

การรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคกระเพาะ
ในการรักษาผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารอักเสบจะรักษาแบบเป็นไปตามอาการที่ผู้ป่วยเป็น ได้รับยา และปรับปรุงพฤติกรรมและดูแลตัวเอง โดยส่วนมากผู้ป่วยโรคกระเพาะจะมีสาเหตุมา จากการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ซึ่งเป็นเชื้อที่พบตามอุจจาระของผู้ป่วยติดเชื้อ ซึ่งเชื้อเหล่านี้จะปะปนมากับอาหาร ทำให้มักพบผู้ป่วยด้วยสาเหตุนี้ได้บ่อย แพทย์ก็จะทำการรักษาด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น ยาคลาริโธรมัยซิน (Clarithromycin) , ยาอะมอกซิซิลลิน (Amoxicillin) หรือยาเมโทรนิดาโซล (Metronidazole) เพื่อช่วยการฆ่าเชื้อ
สาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคกระเพาะ แพทย์ก็จะรักษาไปตามอาการเช่นกัน เพื่อเป็นการเร่งบรรเทาอาการให้ผู้ป่วยดีขึ้น อาทิ จ่ายยาลดกรดในกลุ่มโปรตอน ปั๊ม อินฮิบิเตอร์ (Proton Pump Inhibitors) หรือเอช 2 รีเซพเตอร์ แอนตาโกนีสต์ (H2-Receptor Antagonist หรือ H2 Blocker) เพื่อช่วยให้เกิดการหลั่งกรดและรักษาแผลที่เกิดในกระเพาะอาหาร

ในผู้ที่ป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบเพราะรับประทานยาในกลุ่มยาบรรเทาอาการปวดจนทำให้เกิดการระคายเคืองที่กระเพาะอาหาร แพทย์จะสั่งให้หยุดทานยาเหล่านั้นและแก้ไขพฤติกรรมอย่างเร่งด่วน รวมถึงทำการปรับเปลี่ยนยาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันให้แทน อีกทั้งแพทย์ก็จะแนะนำให้หยุดพฤติกรรมที่อาจส่งผลให้อาการแย่ลง อาทิ การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน , เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ รวมไปถึงการสูบบุหรี่

ไข้หวัดแดด กับเคล็ดลับการป้องกัน

ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนแรงในโลกยุคปัจจุบัน ด้วยท่ามกลางอากาศทะลุ 40 องศาเซลเซียสในบ้านเรา ทำให้คนเราเสี่ยงที่จะตกเป็นโรคที่มาพร้อมกับแดดร้อนๆ อยู่หลายโรคด้วยกัน เช่น ฮีทสโตรก  แต่ยังมีอีกโรคที่ชื่อคุ้นๆ แต่อาจไม่ได้เป็นอย่างที่คิดนัก นั่นคือ “ไข้หวัดแดด”

ไข้หวัดแดด เป็นอย่างไร?
ไข้หวัดแดด เป็นโรคที่เกิดจากการที่ร่างกายได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่ และมีปัจจัยสมทบที่ต้องเผชิญกับอากาศที่ร้อนจัด หรือ อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ร่างกายปรับตัว กับสภาพอากาศไม่ทัน และทำให้ร่างกายเกิดการสะสมความร้อนไว้ภายใน และด้วยความที่สภาพภูมิอากาศของประเทศไทยที่เป็นเมืองร้อนชื้น เชื้อโรคจึงมีชีวิตอยู่ได้นานยิ่งขึ้น

สาเหตุของโรคไข้หวัดแดด
นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้ข้อมูลว่า การเจ็บป่วยจากภาวะอากาศร้อน เป็นภาวะวิกฤตของร่างกายเราที่ไม่สามารถที่จะยับยั้งควบคุมร่างกายให้สามารถปรับตัวเพื่อควบคุมระดับความร้อนในร่างกายได้ โดยสาเหตุหลักๆ อาจมาจากปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม 4 ประการ ได้แก่

  1. อุณหภูมิของอากาศที่ร้อน
  2. ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศที่สูงขึ้น
  3. การอยู่กลางแจ้งหรืออยู่ในที่ที่อาจได้รับรังสีความร้อน
  4. สภาวะที่มีลมหรือการระบายอากาศน้อย

กลุ่มเสี่ยงโรคไข้หวัดแดด

จริงๆ แล้ว กลุ่มที่มีความเสี่ยงเป็นโรคไข้หวัดแดดนี้เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่มักพบบ่อยในกลุ่มคนเหล่านี้

  1. ผู้ที่ทำงานหรือทำกิจกรรมกลางแดด เช่น เกษตรกร นักกีฬา
  2. เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และผู้สูงอายุ
  3. ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง, คนอ้วน
  4. ผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ
  5. ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  6. ผู้ที่ต้องเข้าออกบ่อยๆ ระหว่างสถานที่ที่มีเครื่องปรับอากาศ และสภาพอากาศภายนอกที่ร้อนจัด

อาการของโรคไข้หวัดแดด

  1. มีไข้ต่ำๆ (ไม่เกิน 40 องศาเซลเซียล)
  2. วิงเวียน ปวดศีรษะ
  3. ครั่นเนื้อครั่นตัว
  4. อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
  5. ปากแห้ง คอแห้ง แสบคอ
  6. ท้องไส้ปั่นป่วน ท้องเสีย
  7. คลื่นไส้ อาเจียน
  8. นอนไม่ค่อยหลับ

ข้อแตกต่างระหว่าง ไข้หวัด VS ไข้หวัดแดด
หลายครั้งผู้ที่เป็นหวัดมักเกิดความสับสนระหว่าง ไข้หวัดแดด กับ ไข้หวัด เพราะอาการค่อนข้างคล้ายคลึงกัน แต่ในความจริงแล้ว ไข้หวัดจะมีอาการคัดจมูก มีน้ำมูก เจ็บคอ มีเสมหะ ร่วมด้วย ส่วนไข้หวัดแดดจะไม่ค่อยมีน้ำมูก หรือมีน้ำมูกใสๆ เพียงเล็ก น้อย และไม่มีอาการเจ็บคอ แต่จะรู้สึกขมปาก คอแห้ง และแสบคอแทน

วิธีรักษาโรคไข้หวัดแดด
ไข้หวัดแดดเกิดขึ้นจากเชื้อตัวเดียวกับไข้หวัดใหญ่ หากดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง อาการที่เกิดขึ้นมักจะหายเป็นปกติใน 2 สัปดาห์

ดังนั้นผู้ที่เป็นไข้หวัดแดด จึงควรปฏิบัติตัว ดังนี้

  1. พักผ่อนให้เพียงพอ
  2. หมั่นเช็ดตัวเพื่อระบายความร้อนภายใน
  3. ดื่มน้ำอุ่นมากๆ
  4. รับประทานอาหารที่สะอาดและปรุงสุกใหม่
  5. อาจทานยาลดไข้ร่วมด้วย

วิธีป้องกันโรคไข้หวัดแดด

  1. หลีกเลี่ยงการเผชิญแสดงแดดโดยตรง หรือที่อากาศร้อนจัด หากจำเป็นควรใส่เสื้อคลุมกันแดด หรือพกร่มไปด้วย
  2. หลีกเลี่ยงสถานที่ที่ผู้คนแออัด
  3. สวมใส่เสื้อผ้าสีอ่อน ที่ระบายอากาศได้ดี
  4. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
  5. ทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามินซีสูง เพื่อป้องกันหวัด
  6. หากต้องเผชิญสภาพอากาศที่ร้อนจัด ควรนั่งพักในที่ร่มที่อากาศถ่ายเทสะดวกสักพัก ก่อนเข้าในสถานที่ที่มีเครื่องปรับอากาศ เพื่อให้ร่างกายปรับตัวกับอุณหภูมิที่แตกต่างได้ทัน

ไอบ่อยไม่หายสักที หลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้หน่อยไหม

ไอบ่อย ๆ ไม่หายสักที ไอจนลูกกระเดือกเจ็บไปหมดแล้ววว คือ หนึ่งในอาการที่มักมาคู่กันเมื่อเรามีอาการ เป็นหวัด เป็นไข้ น้ำมูกไหล ซึ่งอาการ น้ำมูกไหลลงคอ นี่เอง ที่ทำให้เราไอ เนื่องจาก ร่างกายจะพยายามทำให้ปอด และทางเดินหายใจโล่งขึ้น เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม ที่เข้าไปในทางเดินหายใจ ทั้งนี้ อาหารบางอย่าง ก็มีส่วนช่วยทำให้เราไอหนักกว่าเดิมได้ แล้วมีอะไรบ้างนะ ที่เป็น อาหารแสลงสำหรับคนไอ ? มาดูกันเลย

อาหารที่มีรสหวานจัด
เช่น ของหวาน ขนมหวาน น้ำอัดลม น้ำผลไม้สำเร็จรูป และน้ำหวานทุกชนิด เนื่องจากน้ำตาลในอาหาร ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการอักเสบ และการติดเชื้อในร่างกาย ทำให้ผู้ที่ป่วยเป็นหวัด อาการไม่ดีขึ้น หรืออาจมีอาการหนักกว่าเดิมก็ได้ ช่วงที่ไอมาก จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวาน ๆ เป็นการชั่วคราว

อาหารหรือเครื่องดื่มเย็น ๆ
ความเย็น เป็นอีกหนึ่งตัวการที่กระตุ้นให้เกิดอาหารไอ ช่วงที่เราเป็นหวัด และมีอาการไอ จึงควรหลีกเลี่ยงอาการ และเครื่องดื่มต่าง ๆ ที่มีความเย็น เช่น น้ำเย็น น้ำแข็ง ไอศกรีม เป็นต้น

อาหารรสจัด หรืออาหารมัน ๆ
อาหารรสจัด และอาหารที่มีไขมันสูง เป็นอาหารที่ก่อให้การระคายเคืองภายในลำคอ และกระตุ้นให้เกิดอาการไอมากขึ้น

ผลไม้ฤทธิ์เย็น
แม้ว่าผลไม้จะอุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุที่ดีต่อร่างกาย แต่ก็ใช่ว่า เราจะกินผลไม้ทุกอย่างได้ตลอดเวลา เช่น ผลไม้ฤทธิ์เย็นอย่าง แตงโม แคนตาลูป หรือแตงไทย เพราะผลไม้ประเภทนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นผลไม้ที่มีน้ำมาก ทำให้เกิดการระคายเคืองภายในลำคอ แถมความเย็นในผลไม้ ยังไปกระตุ้นให้เกิดอาการไอมากขึ้น และทำให้หายใจไม่สะดวกด้วย

ผลไม้ที่แข็ง ย่อยยาก และมีแป้งมาก
นอกจากผลไม้ฤทธิ์เย็นแล้ว ผลไม้ที่อุดมไปด้วยแป้ง มีลักษณะแข็ง เช่น มะม่วงดิบ มะละกอ หรือกล้วย ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการไอได้เช่นกัน เพราะเมื่อเป็น ไข้หวัด ร่างกายจะมีอุณหภูมิที่สูงมากอยู่แล้ว การกินผลไม้ดังกล่าว จะทำให้ร่างกายต้องเผาผลาญพลังงานมาก ทำให้เกิดความร้อนในร่างกาย และร่างกายก็จะมีอุณหภูมิสูงขึ้น จนอาจทำให้ชักได้

นม และผลิตภัณฑ์จากนม
แม้ว่านมจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่สำหรับผู้ที่แพ้โปรตีนจากนมแล้ว การหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์จากนมทุกชนิด เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะผลิตภัณฑ์จากนม มีส่วนทำให้น้ำมูกข้น และเหนียวขึ้น จนอาจขัดขวางทางเดินหายใจ จนทำให้หายใจลำบากขึ้นกว่าเดิมได้

แต่ถ้าว่าหากคุณเป็นคนที่ไม่มีปัญหาอะไรกับดื่มนม หรือกินอาการที่ผลิตจากนม เช่น ดื่มนมอุ่น ๆ หรือโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ก็จะเป็นการช่วยเพิ่มวิตามินดี และจำนวนโพรไบโอติกส์ในร่างกาย ซึ่งสามารถช่วยป้องกันเชื้อแบคทีเรีย และไวรัสที่เป็นสาเหตุของไข้หวัดได้

สุรา และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อื่น ๆ
เนื่องจากแอลกอฮอล์มีฤทธิ์กดภูมิต้านทานในร่างกาย แถมยังละลายตัวยา ที่เรากินเข้าไปเพื่อแก้หวัด แก้คัดจมูก หรือ ลดน้ำมูก และอาการไอ มีส่วนทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลง ดังนั้น ในช่วงที่ป่วยและยัง รักษาไข้หวัด อยู่ จึงควรลด ละ เลิก การดื่มสุรา รวมถึงเครื่องดื่มแอลกฮอล์ทุกชนิดไปก่อน

ขนมปัง และแครกเกอร์
โดยเฉพาะขนมปังที่ทำมาจากแป้งขัดขาว เพราะแม้ว่าขนมปัง และแครกเกอร์ จะเป็นของที่กินได้ง่ายช่วงป่วย และทำให้ไม่อยากกินอะไร แต่แป้งขัดขาว สามารถจะย่อย และเปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้เร็วมาก ทำให้ร่างกายที่กำลังอ่อนแอ เสี่ยงต่อการเกิดอักเสบ และอาจติดเชื้อโรคมากขึ้น ทำให้อาการป่วยที่เป็นอยู่แล้ว อาการหนักกว่าเดิมได้ ถ้าอยากกินขนมปังเป็นหวัด ควรเลือกกินขนมปังหรือโฮลวีท หรือโฮลเกรน จะดีกว่า

เมื่อรู้แล้วว่า อาหารชนิดไหนบ้างที่เป็น อาหารแสลงสำหรับคนไอ ในช่วงที่ยังป่วยอยู่ หรือยังมีอาการ คัดจมูกหายใจไม่ออก หรือ น้ำมูกไหลลงคอ ก็ควรงดการกินอาหารเหล่านี้เอาไว้ก่อนดีกว่า และอดใจรอไว้กินในช่วงที่หายไอ หายเป็นหวัดแล้วดีกว่า เพื่อป้องกันไม่ให้มีอาการหนักขึ้น และจะได้หายป่วยเร็ว ๆ ยังไงล่ะ

ระวังโรคทางตา ภัยเงียบยุคดิจิทัล

จักษุแพทย์เตือนระวังโรคทางตา ภัยเงียบคนทำงานยุคดิจิทัล นักโภชนาการแนะสารอาหารสำคัญลดความเสี่ยงโรคจอประสาทตาเสื่อมในคนทำงานยุคดิจิทัล
นพ.ธีรวีร์ หงส์หยก อาจารย์จักษุแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกระจกตา และการผ่าตัดแก้ไขสายตา โรงพยาบาลราชวิถี และวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต บรรยายในหัวข้อ “การดูแลสุขภาพดวงตา…วัยทำงานยุคดิจิทัล” เปิดเผยว่า ในประเทศไทยสามารถพบอุบัติการณ์โรคทางดวงตา และอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับดวงตาเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมของคนในการใช้สายตาเปลี่ยนไป รวมทั้งการละเลยการดูแลดวงตาต่อเนื่องเป็นเวลานาน

นอกจากนี้ยังพบว่า กลุ่มคนทำงานเป็นกลุ่มคนที่เกิดอาการผิดปกติกับดวงตามากที่สุด เพราะเป็นกลุ่มคนที่ใช้เวลาหลายชั่วโมงในแต่ละวันไปกับการจ้องจอไม่ว่าจะเป็นจอคอมพิวเตอร์ มือถือ แทบเล็ต และ Gadgets ต่างๆ ซึ่งพบมากถึงร้อยละ 70 ของผู้ที่ทำงานกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน และพบได้มากขึ้นในคนที่อายุมากกว่า 40 ปี ทำให้เกิด Computer Vision Syndrome เกิดอาการผิดปกติ เช่น อาการล้าตา ตาแห้ง แสบตา แพ้แสงสู้แสงไม่ได้ ปวดศีรษะ ปวดคอ บ่า ไหล่ ร่วมด้วย

นอกจากนี้ แสงสีฟ้า (Blue Light) ซึ่งเป็นคลื่นแสงที่มีพลังงานสูงจากจอคอมพิวเตอร์ มือถือ แทบเล็ต Gadgets ต่างๆและรังสียูวีจากแสงแดดที่เข้าสู่ดวงตา ทำให้เกิดอนุมูลอิสระในเซลล์จอประสาทตา ทำให้เซลล์ค่อยๆ เสื่อมลง หากไม่ดูแลและปรับพฤติกรรมการใช้สายตา จะทำให้เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมในที่สุด

คนยุคใหม่ เสี่ยงจอประสาทตาเสื่อมมากขึ้น
ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บรรยายในหัวข้อ “อาหารและโภชนาการสร้างเสริมสุขภาพดวงตา” ว่า ปัจจุบันคนไทยติดสมาร์ตโฟน มากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก จากการสำรวจพบว่าคนไทยมากถึงร้อยละ 98 ใช้เวลาตั้งแต่ตื่นนอนถึงก่อนเข้านอน ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมเพิ่มขึ้น ดังนั้นนอกจากเราต้องปรับพฤติกรรมการใช้ดวงตาอยู่หน้าจอแล้ว เราต้องรับประทานสารอาหารที่ช่วยดูแลดวงตาให้มีสุขภาพดี และลดความเสี่ยงในการเกิดโรครวมทั้งอาการผิดปกติกับดวงตา

สารอาหารที่ช่วยลดความเสี่ยงจอประสาทตาเสื่อม
ข้อแนะนำของ National Eye Institute สหรัฐอเมริกา ระบุว่า การรับประทาน ลูทีน 10 มิลลิกรัม ร่วมกับซีแซนทีน 2 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่เหมาะสมและปลอดภัย จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ เพราะช่วยทำหน้าที่กรองแสง ตลอดจนรังสีต่างๆ รวมทั้งแสงสีฟ้าที่ออกมาจากจออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งกับคนที่ทำงานโดยการใช้สายตาจ้องจอนานๆ หรือทำงานในที่ที่มีแสงจ้า ซึ่งร่างกายของเราไม่สามารถสร้างลูทีนและซีแซนทีนได้เอง จำเป็นต้องได้รับจากอาหารที่เรารับประทานเท่านั้น และเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นลูทีนและซีแซนทีนในจอประสาทตาจะมีปริมาณลดลงเรื่อยๆ

โดยลูทีนพบมากในหน่อไม้ฝรั่ง และ บล็อกโครี่ ส่วนซีแซนทีนพบมากในพริกหวานสีส้ม ข้าวโพด น้ำส้ม และองุ่นเขียว แต่เราต้องรับประทานผักและผลไม้เหล่านี้จำนวนมากเพื่อให้ได้รับลูทีนและซีแซนทีนที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม โดยลูทีน 10 มิลลิกรัม ต้องรับประทานหน่อไม้ฝรั่ง 1.1 กิโลกรัม หรือ บล็อกโครี่ 1.4 กิโลกรัม และ ซีแซนทีน 2 มิลลิกรัม ต้องรับประทานพริกหวานสีส้ม 125 กรัม ข้าวโพด 400 กรัม น้ำส้ม 10 ลิตร หรือ องุ่นเขียว 33 กิโลกรัม ปัจจุบันอาหารเสริมจึงเป็นทางเลือกใหม่ที่ได้รับความนิยม เพื่อให้ได้สาระสำคัญในปริมาณที่มีประสิทธิผลตามการศึกษาวิจัย และสะดวกกับคนทำงานที่ใช้ชีวิตรีบเร่งในแต่ละวัน

นอกจากนี้ยังมีสารอาหารอื่นๆ ที่ช่วยดูแลสุขภาพดวงตา เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี เบต้าแคโรทีน ดีเอชเอ และแอนโธไซยานิน เป็นต้น ที่ช่วยในการมองเห็น เพิ่มความชุ่มชื้นของตา ปกป้องสายตาจากแสงแดด และชะลอความเสื่อมของเลนส์ตา

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ช่วยลดเสี่ยงจอประสาทตาเสื่อม
นอกจากการรับประทานสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อดวงตาแล้ว ควรปรับพฤติกรรมการใช้ดวงตาอยู่หน้าจอ โดยใช้กฎ 20-20-20 คือทุก 20 นาทีควรละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือ ผ่อนคลายสายตาด้วยการมองวัตถุอื่นๆ ที่ห่างออกไปประมาณ 20 ฟุต กระพริบตาต่อเนื่องเพื่อป้องกันอาการตาแห้ง รวมทั้งลุกขึ้นเดินไปรอบๆ บริเวณที่นั่งอยู่ประมาณ 20 ก้าว เพื่อสุขภาพดวงตาที่ดีและยืดอายุดวงตาให้เสื่อมช้าลง ดังนั้นเริ่มดูแลดวงตาตั้งแต่วันนี้ เพราะ เรามีดวงตาเพียงคู่เดียวที่ต้องอยู่คู่เราไปตลอดชีวิต

การดูแลร่างกายด้วยการใช้ Artichoke สมุนไพรบำรุงตับ

ทุกคนนั้นรู้อยู่แล้วว่าสุขภาพของเราสำคัญขนาดไหนแต่คนทั่วไปเลือกที่จะมองข้ามการรักษาสุขภาพร่างกายของตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอเพราะว่าคิดว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัวเราจนบางทีอาจจะหันกลับมาดูแลร่างกายไม่ทันวันนี้เราจะมาแนะนำการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงดูดีอยู่เสมอว่าควรทำอย่างไรกันบ้าง อย่างแรกที่เรารู้ๆกันเลย การออกำลังกาย การออกกำลังกายนั้นต้องร็จักการประมาณตน ให้ออกกำลังกายอย่างพอเหมาะพอึวรไม่ใช่ออกกำลังกายอย่างหักโหม ข้อสังเกตการออกกำลังกายอย่างพอดีนั้นคือ ถ้าออกำลังกายแล้วร็สึกเหนื่อยยังฝืนออกกำลังกายต่อด้วยความหนักเท่าเดิมโดยที่เรานั้นไม่เหนื่อยเพิ่มขึ้นและสามารถพัดได้ไม่เกิน 10 นาทีแล้วรู้สึกหายเหนื่อยแสดงว่าร่างกายของเรานั้นทนได้ หรือว่าถ้าออกกำลังกายแล้วเหนื่อยพักแล้วก็ยังไม่หายเหนื่อย เรานั้นควรที่จะหยุดเพราะว่าถ้าขืนยังเล่นต่อไปอีกอาจทำให้หัวใจวายเฉียบพลันถึงขึ้นเสียชีวิตได้

ต่อมาคือการเลือกกินอาหาร การกินอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ อย่างที่เรานั้นโดนปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆน้อยคนนักที่จะสามารถรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ได้ กินข้าวเป็นหลับสลับกับอาหารแป้งบางมื้อ เลือกที่จะกินข้าวกล้องแทนข้าวขาวเพราะว่าได้คุณค่าและใยอาหารมากกว่า หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกรสจัด เลือกรักประทานอาหารที่ปราศจากสารปนเปื้อนอาหารที่ไม่สุกมีสารเคมี เช่น สารฟอกขาว สารเร่งสี สารฆ่าแมลง ฟอร์มาลีน เพราะว่าสารเหล่านี้เป็นตัวการที่ทำให้เกิดโรคต่างๆได้

การดูแลตัวเอง อาบน้ำทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง สระผมอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้งการสระผมนั้นช่วยทำให้หนังศรีษะสะอาดไม่สกปรก ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ มองโลกในแง่ดี ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุด้วยความไม่ประมาท และที่สำคัญอย่าลืมทาน Artichoke สมุนไพรบำรุงตับ ด้วยนะ เพื่อร่างกายและสุขภาพที่แข็งแรง