การเตรียมของสำหรับคลอดลูกน้อยมีอะไรบ้าง 

เมื่อเรานั้นต้องเตรียมของสำหรับการคลอดน้องนั่นคือสิ่งที่เรานั้นรอคอยมาเป็นเวลาที่นานนั้นเราต้องรอมาเป็นเวลาตั้ง 9 เดือนสิ่งของที่เรานั้นต้องเตรียมมาในตอนที่เรานั้นต้องคลอดสำหรับน้องนั้นมีอะไรบ้างเพราะว่าสิ่งของที่เรานั้นต้องเตรียมค่ะเริ่มแรกนั้นเราต้องเตรียมซื้อของสำหรับลูกน้อยที่กำลังจะลืมตามาดูโลกนั้นเมื่อคุณหมอนั้นบอกว่าลูกน้อยเรานั้นเป็นผู้หญิงหรือว่าผู้ชาย 

การซื้อของเตรียมคลอด

-อันดับแรกนั้นเราต้องรู้เพศของลูกน้อยที่กำลังจะลืมตามานั้นเป็นผู้หญิงหรือว่าผู้ชาย  สิ่งแรกที่เรานั้นต้องซื้อคือผ้าอ้อมเพราะว่าผ้าอ้อมนั้นเป็นที่สำคัญอันดับต้นเลย

-เสื้อผ้าผูกหรือว่าเสื้อผ้าสำหรับเด็กแรกเกิดอันนี้ก็เลือกตามที่คุณแม่นั้นชอบเลยจร้า 

-แพมเพิ้ลหรับหรับเด็กแรกเกิดที่เรานั้นต้องใช้ 

-สำลี หรือว่ากระดาษเปียกสำหรับเด็กแรกเกิด

-กระดาษเช็ดชูแผ่นใหญ่

-ผ้าขนหนู

-ถุงเถ้าและถุงมือ หมวก

จากนั้นเราก็เตรียมใส่ตระกล้าที่เรานั้นจะเอาไปโรงพยาบาลเพื่อที่จะคลอดลูกน้อยเรานั้นก็พับเสื้อสำหรับเด็กอ่อนสักสี่ห้าชุด  จากนั้นเราก็เอาผ้าขนหนูไปสักสามสี่ผืน ผ้าอ้อมสักหนึ่งโหล และก็แพมเพิ้ลกระดาษเช็ดชูและถุงมือและถุงเท้าของลูกน้อยสักสามสี่คู่และหมวก

จากนั้นเราก็พับและเตรียมของเอาไปเพื่อที่จะเตรียมไปคลอดน้อง สิ่งของที่เรานั้นเตรียมก็ตามที่คุณหมอนั้นบอกแต่เราจะบอกว่าการที่เรานั้นเตรียมของไปคลอดน้องข้าวของที่เรานั้นเตรียมไว้นั้นเราต้องซักและทำความสะอาดให้เรียบร้อย

เพราะว่าทางร้านที่ขายนั้นไม่ได้ทำความสะอาดอะไรเพราะว่าเขารับมาขายแถมยังมีฝุ่นที่เกาะมากับผ้าและมีคนที่มาเลือกซื้อของไปหยิบจับอะไรมาดังนั้นเราก็ควรที่จะซักและทำความสะอาดของใช้ทุกชิ้นให้เรียบร้อยนะค่ะเพื่อสุขอนามัยที่ดีนะค่ะ 

เราเชื่อว่าคุณแม่หลายๆคนนั้นคงจะกำลังจะมีความสุขอย่างมากเพราะว่าการที่เรานั้นจะได้เห็นหน้าลูกน้อยของเรานั้นเป็นอะไรที่เราเป็นแม่ทุกคนนั้นอยากเจอว่าลูกน้อยของเรานั้นมีหน้าที่เหมือนใครเหมือนพ่อหรือว่าแม่ 

เป็นสิ่งที่ทุกคนในบ้านนั้นรอดูซึ่งเราเชื่อว่าคุณแม่ทุกคนนั้นต้องเตรียมพร้อมกับของใช้สำหรับลูกเอาไว้เป็นดีอย่างแน่นอนและคงเตรียมเสื้อซื้อผ้าหน้ารักน่ารักเอาไว้ให้กับลูกน้อยสำหรับเรากันใช่ไหมค่ะ

ตอนที่เรานั้นเตรียมมาแล้วนั้นเราก็ควรทำความสะอาดที่ทำด้วยเครื่องทำความสะอาดของเด็กเพราะว่าจะอ่อนโยนต่อลูกน้อย

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยออนไลน์

การมีเพศสัมพันธุ์

  เราทุกคนนั้นต้องมีการเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องเพศไม่ใช่เรื่องที่หน้าอายเพราะว่าการที่เราเรียนรู้ก็จะทำให้เรารู้จักในการที่ป้องกันเพื่อที่จะไม่ให้เกิดเรื่องที่เราไม่อยากให้เกิดอย่างเช่นการที่เราตั้งท้องตั้งแต่อายุยังน้อย 

ดังนั้นการที่เราเป็นเป็นพ่อแม่นั้นเราก็ควรที่จะพูดคุยในเรื่อวงนี้ด้วยเพื่อที่จะให้เด็กนั้นเข้าใจและเรียนรู้เพื่อที่จะได้รู้จักวิธีในการป้องกัน ต่าง อย่างน้อยๆก็เพื่อที่จะป้องกันการที่ไม่ให้เรานั้นติดเชื้อ HIV การที่เรารู้จักป้องกันเป็นการที่เราต้องเรียนรู้และรับทราบเกี่ยวกับเรื่องของเพศสัมพันธ์  เพราะว่าในขณะนี้เราเชื่อว่าเด็กที่มีอายุน้อยนั้นก็เริ่มที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับการเพศสัมพันธ์กันมากขึ้น เพราะว่าเด็กนั้นมีความคิดที่อยากจะลอง

ดังนั้นเราก็ควรที่จะให้ความรู้กับเขาเพื่อที่จะไม่ให้เขานั้นเข้าใจผิดและทำให้เด็กรู้จักการป้องกัน โดยการที่รู้จักใสถุงยางเพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เกิดอาการท้อง หรือว่าการติดเชื้อ  เพราะว่าด้วยสิ่งแวดล้อมเดี่ยวนี้มีทั้งอินเตอร์เน็ตในการที่เด็กๆนั้นอยากที่จะลอง และเรียนรู้

เพราะว่าโลกของเราเปลี่ยนไปอย่างมากการที่เรารู้จักป้องกันจะทำให้ลดอาการเสี่ยงจากโรคนั้นได้เยอะ เพราะว่าเด็กเดี่ยวนี้รู้จักที่จะป้องกันเพื่อที่จะไม่ให้เกิดโรค อย่างเช่นโรคหนองใน เริม เชื้อHIV ที่สามารถเป็นโรคที่ติดต่อกันได้ 

      ดังนั้นเราเป็นผู้ปกครองหรือว่าเป็นครูก็ควรที่จะให้คำแนะนำหรือมีการซื้อ  ชุดตรวจ hiv  เพื่อเป็นการตรวจหาหรือว่าพูดคุยกันให้มากขึ้นเพื่อที่จะไม่ให้เหตุการณ์ที่เรานั้นคิด การที่เราเรียนรู้เรื่องเพศเป็นเรื่องที่ดีการที่เราเป็นครูก็ควรสร้างความสนิทสนมเพื่อที่จะให้เด็กนั้นกล้าเริ่มที่จะพูดเกี่ยวกับเรื่องเพศศึกษาและการที่เราป้องกันเพื่อที่จะได้ไม่ตั้งท้องก่อนวันอันควรและเป็นโรคที่ติดต่อจากทางเพศสัมพันธ์นั้นอีก  

    เมื่อเด็กนั้นมาถามเราก็ควรที่จะให้คำตอบกับเขาไม่ใช่ไปด่าว่ากล่าวเขาจะทำให้เขานั้นไม่กล้าที่จะพูดเกี่ยวกับปัญหาที่จะอยากจะถามเลยกลายมาให้เขาไปเรียนรู้เองเพื่อที่จะได้คำตอบ  และคำตอบของพวกเขาก็เป็นคำตอบที่ผิดๆเพราะว่าการที่รู้เท่าถึงการณ์ จะทำให้เด็กเริ่มที่จะตั้งท้องตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อง หรือว่าได้รับเชื้อมาจากแฟนโดยที่ไม่ได้ป้องกัน การที่เราเลยหรือว่าพูดคุยกับลูกหรือว่าเด็กนั้นเป็นเรื่องดีเพราะว่าถ้าเขามีปัญหาอะไรนั้นเขาจะได้

ปรึกษาและเราก็ควรที่จะให้คำตอบกับเขาไปไม่ใช่ไปด่าเขาเพราะว่าการที่เราไปด่าว่าเขาจะทำให้เขาไม่กล้าที่จะเล่าเรื่องอะไรให้เราฟัง  ดังนั้นเราก็ควรที่จะพูดคุยเพื่อที่จะได้รับฟังเกี่ยวกับปัญหาของเรื่องการมีเพศสัมพันธ์

Yamaha VR, TZR, TZM

ชอบรุ่นไหนกับบ้างสำหรับ Yamaha VR, TZR, TZM

กราบสวัสดีท่านผู้อ่านกันอีกเช่นเคยนะครับ วันนี้ก็จะมาแนะนำรถ 150 ในตระกูล Yamaha นั่นก็คือ VR ,TZR, TZM ทั้งหมด 3 รุ่นนะครับ สำหรับคนที่อยากจะเล่นรถ 150 ตระกูลยามาฮ่า ก็ถ้าไม่รู้จะเล่นตัวไหนเดี๋ยวเราจะเอาข้อมูลต่างๆมาเล่าให้ฟังว่าความแตกต่างพละกำลังหรืออะไรต่างๆเนี่ยมันต่างกันยังไงดีต่างกันยังไงนะครับ

เรามาเริ่มจาก VR 150 เป็นรถจักรยานยนต์ทรงสปอร์ทของยามาฮ่าตัวแรกที่ผลิตออกมา ซึ่งเอามาข่มตัวซูซูกิ RG V-s ซึ่งตอนนั้นจะไม่มีคู่แข่งกันเลย จะแข่งกันอยู่ 2 ตัวและ VR เป็นรถหม้อน้ำตัวแรกที่เอาเข้ามาใช้ในไทย ถูกผลิตและจำหน่ายในไทยเมื่อปี พศ. 2530 ระยะห่างจากซูซูกิ RG V อยู่ประมาณ 2 ปี ซึ่ง RG V จะถูกผลิตออกมาเมื่อปี พศ. 2528 ราคา VR สมัยนั้นอยู่ที่ราคา 48500 บาท

ถ้าเทียบกับอาร์จีวีในเวลานั้นก็จะมีราคาสูงกว่าอีกนะครับ ตอนนั้นอาจีวีจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 42500 ราคาที่มันแพงขึ้นก็เรื่องที่ปกติทั้งนวัตกรรม รูปทรงแล้วก็อะไรใหม่ๆก็จะต่างกันอยู่ประมาณ 5-6พันบาทผมว่ามันก็โอเคอ่ะนะ วีอามี cc ตามจริงอยู่ที่ 147cc แล้วก็มีแรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 28แรงม้ารอบเครื่องยนต์ 9500 รอบเท่ากับอาจีวีเลยครับ

และก็มีแรงบิดอยู่ที่ 2.20 ไม่รู้ใช่หรือเปล่านะครับ ในรอบเครื่องยนตฺ 9000 รอบต่อนาทีเจ้าวีอาได้ถูกติดตั้งปอดไว้ด้วยเพื่อการตอบสนองที่รวดเร็วของคันเร่งและก็ช่วยในการประหยัดน้ำมันนะครับรวมถึงให้กำลังของเครื่องยนต์ในรอบต่ำด้วย วีอามาพร้อมกับคาบูเรเตอร์ของมิคุนิ วีเอ็ม28เอสเอส เหมือนอารจีวีทุกอย่างเลยนะครับแต่จะมีลูกเล่นต่างจากอาจีวีก็คือ วีอาจะมีรูเจ็จคือเพิ่มรูเจ็จเข้ามาด้วยนะครับ

แต่ถ้าจริงๆแล้วคาบูของอาจีวีวิ่งดีกว่าครับ ถ้าไม่เชื่อลองไปหาคาร์บูของอาจีวีมาใส่ดู เพราะว่าผมลองแล้วแม่งวิ่งดีกว่าจริงๆ วีอาจะมีรหัสทั้งหมดอยู่สามรหัสนะครับ นั่นก็คือ 2JK, 3JF, 4MG ซึ่ง 2JK ก็จะเป็นตัวแรกซึ่งผมใช้งานอยู่ สังเกตุได้ง่ายคือจะเป็นดิสตัน แต่ส่วนมากคนจะเอาไปเจาะรูกันนะครับ เสียของจริงๆหรือไม่ก็เปลี่ยนจานดิส แต่อย่างนึงที่เปลี่ยนไม่ได้และไม่นิยมเปลี่ยนกันก็คือสเตพักเท้า หรือพักเท้านั่นแหละเพราะของวีอาจะเป็นเหล็กที่เชื่อมติดโครงไม่สามารถดึงออกได้เป็นเอกลักษณ์ของวีอาตัวแรก ที่ผมใช้อยู่ตอนแรกก็ว่าจะตัดทิ้งเพราะอยากจะใส่เกียร์โยงแต่กลัวเสียเอกลักษณ์เพราะว่าตัวนี้หายากมากไม่รู้ว่ามันผลิตมาแค่กี่หมื่นคัน

อันนี้ผมไม่รู้นะเพราะว่าอันนี้มันเป็นตัวตูดเป็ดแล้วก็จะมีตูดเป็ดอีกตัวน่าจะเป็นรุ่นต้นๆของ 3JF หรือ 3JF00 น่าจะมีตูดเป็นอยู่ไม่กี่ตัวนะถ้าจำไม่ผิด 3JF นี่จะเป็นตัวที่สองที่เห็นเป็นตูดกลมนะครับแต่ว่าจะใช้เสื้อของ 2JK ในตัวแรกๆ ต่อมาก็จะเป็นตัว 4MG นะครับจะเป็นตัวเสื้อ 3JF10 เป็นวีอาตัวสุดท้ายแล้วพอทไอดีจะสูงเท่า TZ เลยนะครับนวัตกรรมก็จะล้ำขึ้นไปอีกหน่อยแต่ก็ยังจะเป็นวีอา รูปทรงก็จะยังไม่เปลี่ยนไปจะเปลี่ยนแค่แค็งแล้วก็ใส้ในนิดหน่อย

แล้วก็แค็งก็จะยำร่วมกับ TZ หรือ TZM ได้แต่วีอาตัวแรกยำอะไรกับใครไม่ได้เลยครับพูดง่ายๆ ในความแรงของวีอา หน้าไมล์ก็จะมีอยู่ 180 km/h ส่วนการโมในสมัยนั้นก็จะมีรุ่นที่ออกมาข่มขวัญวีอานั่นก็คือ NSR แล้วก็ KR จนทำให้ยามาฮ่าถอย TZ ออกมาสู้กันเลยทีเดียว ซึ่งในสมัยนั้นพอ TZ ออกมาเนี่ยก็เลยทำให้ VR ราคาตกลงมาก็จะทำให้ผู้คนที่เอาอะไหล่ของ TZ มายำใส่ VR ส่วนใหญ่ก็จะเอาท่อมายำใส่นะครับ คือทรงจริงๆของ VR มันไม่ค่อยสวยนะมันไม่เหมาะกับรถ 150 ซักเท่าไหร่นะเขาก็เลยไปเอาท่อ TZ มาใส่ ซึ่งตอนนั้นผมก็เคยใส่แล้วลองขี่ดูทำแล้วรู้สึกว่าช่วงต้นมันสู้ท่อเดิมไม่ได้ค่อนข้างจะรอรอบ แล้วท่อ TZ ที่ใส่ไปเนี่ยน่าจะไหลปลายกว่าแล้วก็ได้เรื่องของเสียงแล้วก็สามารถเปลี่ยนปลายได้ ซึ่งวีอาไม่สามารถเปลี่ยนปลายท่อได้

 

สนับสนุนโดย  บิ๊กไบค์มือสอง

การใช้เครื่องช่วยฟังให้ถูกจุด

โรคหูตึงกับเครื่องช่วยฟังเกี่ยวข้องกันอย่างไร

               สำหรับคนเราโดยทั่วไประดับความได้ยินของเสียงจะอยู่ที่ 90 เดซิเบล  แต่ถ้าบุคคลนั้นมีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินระงับการได้ยินของเสียงก็จะลดลง ซึ่งส่วนใหญ่คนที่มักจะไมค่อยได้ยินเสียง เรามักจะพบว่าคนกลุ่มนี้อยู่ในกลุ่มของคนที่เป็นโรคหูตึง

ซึ่งโรคหูตึงคือการที่คนเรามีความสามารถในการได้ยินเสียงลดลงซึ่งสำหรับประสิทธิภาพของการได้ยินเสียงที่ลดลงนี้อาจจะเกิดกับหูเพียงข้างเดียวของคนคนนั้นก็ได้หรือจะไม่ได้ยินเสียงทั้งสองข้างก็ได้ขึ้นอยู่สภาพปัญหาของหูของแต่ละคน ลักษณะของคนที่เป็นโรคหูตึงนั้น

มักจะได้ยินเสียงแต่เสียงที่ได้ยินนั้นจะเบามากจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเสียงกระซิบที่เบามากเช่นกัน เราจะสามารถรู้ได้ว่าใครที่มีอาการหูตึงบ้างได้จากลักษณะของเวลาที่คนๆนั้นฟังเสียงอะไรสักอย่างหากเขาหูตึงเขาจะเปิดเสียงดังมากกว่าปกติ

ซึ่งเสียงนี้หากคนปกติได้ยินจะรู้สึกฟังแล้วดังเกินจะฟังได้

แต่ถ้าเป็นคนหูตึงเขาจะได้ยินเสียงนั้นเป็นเสียงที่เขาได้ยินพอดี  และอีกอย่างที่เรามักจะเห็นคนหูตึงเป็นก็คือหากเวลาที่เราคุยกับเขา เขามักจะไม่ได้ยินสิ่งที่เราพูดจนทำให้เราต้องตะโกนเสียงดังเวลาที่ต้องพูดกับเขา หรือเราอาจจะต้องพูดประโยคเดิมซ้ำๆหลายครั้ง

หากเราพบคนในครอบครัวมีลักษณะอาการแบบนี้ สันนิฐานได้เลยว่าเขาอาจจะมีอาการเป็นโรคหูตึงควรรีบพาไปพบแพทย์เพราะหากปล่อยไว้นานเกินไปไม่รีบรักษาอาจกลายเป็นคนหูหนวกได้เลย และสำหรับคนที่เป็นโรคหูตึงนั้น เกิดขึ้นได้หลายสาเหตุด้วยกัน

ทั้งจากอายุที่มากขึ้นทำให้อวัยวะภายในหูมีการเสื่อมลงตามวัย หรือบางคนอาจจะไปกินยาอะไรแล้วมีผลกระทบกับระบบประสาทของหู หรือเป็นเพราะการเกิดอุบัติเหตุ เช่นขับรถไปประสบอุบัติเหตุแล้วหัวกระแทก หรือล้มหัวกระแทก หรือทะเลาะกับเพื่อนแล้วตบตีกันไปโดนหูอย่างแรง และอื่นๆอีกมากมายที่เป็นสาเหตุของอุบัติเหตุแล้วไปโดนส่วนที่อยู่ใกล้กับหูหรือโดนที่หูโดยตรง สิ่งเหล่านี้จะมีผลทำให้หูเกิดการอักเสบภายในและมีผลทำให้เป็นโรคหูตึงได้

หากเราหูตึงวิธีการรักษาอีกอย่างหนึ่งการใช้เครื่องช่วยฟัง

เพราะ เครื่องช่วยฟัง จะไปขยายเสียงให้ดังขึ้น ทำให้คนที่หูตึงได้ยินเสียงที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งตัวเครื่องช่วยฟังจะทำหน้าที่กระจายสัญญาณเสียงให้ดังขึ้นเท่านั้น แต่ไม่สามารถรักษาอาการหูตึงได้

วิธีการปกป้องภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำบริเวณขา

วิธีการปกป้องภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำบริเวณขา

วิธีการปกป้องภาวการณ์ลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำบริเวณขา และอาการขา เท้าบวม จากการเดินทางโดยนั่งเครื่องบินระยะทางไกล หรือการนั่งรถยนต์นานๆ หรือ การนั่ง การนอน นานๆ โดยไม่ ได้เคลื่อนไหวร่างกายด้วย มีดังต่อไปนี้

• สภาวะติดเชื้อโรครุนแรง เป็น การได้รับเชื้อที่ก่ออาการอย่างรวดเร็วทันใจ อาการจะร้ายแรงกว่าติดโรคเรื้อรัง แต่ว่าหากได้รับการดูแลรักษาอย่างแม่นยำ รวดเร็วทันใจ โรคมักรักษาได้หายภายในช่วงเวลา 2-3 อาทิตย์

• จะต้องเพียรพยายามเคลื่อนไหวร่างกายให้บ่อยครั้งที่สุดเท่าที่จะทำได้ ลุกเดินเท่าที่จะทำได้

• ขยับเท้า นิ้วเท้าเสมอ นั่งชูเท้าสูง

• ขยับขาเสมอ ไม่นั่งไขว่ห้าง

• ถอดรองเท้า ไม่ใส่ถุงเท้ารัดเท้า

• สวมเสื้อผ้าที่หละหลวม สบาย

• ไม่เก็บกระเป๋า สัมภาระใต้ที่นั่งที่นำมาซึ่งการทำให้จำต้องจำกัดการเคลื่อนไหวเท้า

• เลือกนั่งที่นั่งที่ใกล้ทางเท้า เพื่อการยืนขึ้น นั่ง เดิน เข้าห้องน้ำได้สบาย

• กินน้ำอย่างพอเพียง เพื่อลดความข้นของเลือดที่จะกลายเป็นลิ่มเลือดได้ง่าย

• ไม่รับประทานยานอนหลับ หรือ ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เพราะว่าจะทำให้หลับลึก กลายเป็นลดการเคลื่อนไหว

• อย่ารับประทานอาหารเค็มก่อนจะมีการเดินทาง รวมทั้งในระหว่างเดินทาง ด้วยเหตุว่าเกลือจะช่วยซับน้ำในเส้นโลหิต นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการบวมได้ง่าย

• ถ้าเกิดมีความกังวลใจมากมาย หรือเป็นคนเลือดข้น (เลือดแข็งได้ง่าย เวลาเลือดไหลเลือดหยุดเร็ว) ให้ปรึกษาหมอเพื่อรับประทานยาแอสไพริน ต่อต้านการแข็งตัวของเลือดก่อนเดินทาง

ข้อปฏิบัติหากเกิดมีแมลงชนิดต่างๆเข้าหู

เชื่อว่าทุกคนมักมีประสบการณ์เกี่ยวกับแมลงเข้าหู เพราะแมลงนั้นเป็นสัตว์ชนิดเล็กๆที่สามารถเข้าหูของเราได้ง่าย และมันก็ทำให้สร้างความเจ็บปวดในขณะที่บินเข้าหูของเราด้วย ในบางรายอาจจะเจ็บถึงขนาดต้องพบแพทย์ด้วยซ้ำ

ซึ่งวันนี้เราจะมาแนะนำการปฏิบัติการเบื้องต้นหากมีแมลงต่างๆเข้าหูของเราหากไม่ทำการรักษา ก็อาจเสี่ยงให้เกิดเรื่องร้ายแรง ซึ่งอาจจะถึงขั้นต้องใช้ เครื่องช่วยฟัง  ในกรณีที่ไม่รุ่นแรงถึงขนาดต้องไปพบแพทย์ เราสามารถแก้ไขด้วยต้นเองได้ดังต่อไปนี้

ในกลุ่มของเด็กๆที่มักมีความซนของพวกเขานั้น อาจรู้เท่าไม่ถึงกาลกับการหาอะไรนำมาแย่งรูต่างๆของร่างกาย เช่น จมูก หู หรือนำมาอมเล่น วัตถุเหล่านี้ที่เด็กๆนำมาใช้เล่นอาจจะเป็นสิ่งของต่างๆที่เราคาดไม่ถึง ซึ่งนอกจากสิ่งของเหล่านี้แล้ว แมลงก็เช่นกัน หากมีการเข้าไปในหูของเรา อาจจะก่อให้เกิดการระคายเคืองมาก ซึ่งจะทำให้เราเกิดการปวดได้มากเช่นกัน

หลักการแก้ไขเบื้องต้นหากมีแมลงหรือสิ่งต่างๆเข้าหู 

หากเด็กหรือคนรอบข้างคุณมีพฤติกรรมเกี่ยวกับหูของเขา ด้วยการเจ็บ อักเสบ หรือมีการเกิดการระคายเคืองเกี่ยวกับหู เราควรมีการวิฉัยเบื้องต้นว่าน่าจะมีอะไรติดอยู่ข้างในของหูของเรานั่นเอง

ซึ่งในกรณีของเด็กเล็กๆที่มีอาการเหล่านี้และพวกเขายังไม่สามารถบอกหรือพูดได้นั้น เราควรสังเกตุจากอาการของเด็กๆด้วยวิธีการมองที่หูหากมีอาการแดงก็น่าจะใช่ หรืออาจจะสังเกตุจากน้ำที่ไหลออกจากหูก็ได้เช่นกัน แต่ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเด็กเราควรนำเด็กไปพบแพทย์เฉพาะทาง ไม่ควรทำการใดๆด้วยตนเอง เพราะเด็กอาจจะเกิดการตกใจและอาจจะขัดขืนหรือปัดมือของเรา ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดผลที่ร้ายแรงต่อแก้วหูของเด็กๆได้

หากเป็นเด็กที่สามารถรับรู้และพูดได้ ซึ่งหากมีแมลงติดที่หูของเราซึ่งเราสามารถมองเห็นและอยู่ใกล้ไม่ลึกมากนัก เราก็สามารถใช้แหนบค่อยๆทำการคีบออกมา แล้วค่อยนำตัวเด็กไปพบแพทย์เพื่อรักษาอาการอักเสบต่อไป

สำหรับกรณีที่เด็กมีความรู้สึกว่าอาจมีอะไรติดอยู่ในหูของเขา ซึ่งอาจจะไม่เจ็บมากนักแต่ก็ไม่อาจมองเห็นได้ ซึ่งเราห้ามใช้แหนบแหย่เข้าไปเป็นอันขาด เพราะเราไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่แหย่เข้าหูไปอาจจะไปทำร้ายภายในโพรงหู ซึ่งมันเป็นการเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายได้ง่ายๆ

หากเป็นสิ่งของที่มีขนาดเล็กติดเข้าไปที่หู ก็ควรให้เด็กหรือผู้ที่ประสบภัย ทำการเอียงศรีษะเพื่อให้วัตถุเหล่านั้นหลุดไหลตามออกมา แต่หากไม่สามารถหลุดมาได้ ก็ไม่ควรนำอะไรไม่งัดแงะเด็ดขาด ควรไปพบแพทย์จะเป็นการดีที่สุด

แกว่งแขนรักษาโรคได้อย่างไร

แกว่งแขนรักษาโรคได้อย่างไร
หากผู้ที่มีญาติหรือตนเองต้องทำกายบริหารเป็นประจำ คงจะทราบดีว่าการเดินแกว่งแขนนั้น ถือเป็นการออกกายบริหาร อีกทั้งการแขว่งแขนนั้นถือว่าเป็นศาสตร์ของแพทย์แผนจีนที่สืบทอดต่อกันมานานหลายพันปีแล้ว เพราะเป็นการออกกำลังกายที่ทำได้ง่ายๆ และทำได้เกือบทุกที่นั่นเอง ไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ใดๆ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เกิดจากการสังเกตพฤติกรรมคนป่วย ซึ่งจะมีความรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว เนื่องจากเลือดหมุนเวียนไม่สะดวกนั่นเอง

โดยเราจะยกตัวอย่างนะค่ะ ว่าอย่างเช่นในส่วนของพนักงานออฟฟิศที่ต้องนั่งทำงานอยู่วันละหลายชั่วโมง แทบไม่ได้ลุกไปไหน แต่หากได้ลองลุกเดินบ้าง ลุกไปเข้าห้องน้ำบ้าง บิดขี้เกียจสักครู่ เราจะรู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง ให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ที่เป็นอย่างนี้เพราะว่าตอนที่เรานั่งอยู่กับที่นานๆ ท่าเดิมนานๆ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก การทำอย่างนี้จะทำให้เลือดลมหมุนเวียนได้ดีขึ้นนั่นเอง เมื่อเลือดลมในร่างกายเดินสะดวกขึ้น ก็จะช่วยบรรเทาโรคร้ายได้นั่นเอง

เอ๊ะ แล้วทำไมต้องเลือกการแกว่งแขนด้วยละ?
ทำไมต้องแกว่งแขนหนะหรอ เพราะว่าที่เราแกว่งนั้น เพราะว่าที่ใต้หัวไหล่ที่เรียกว่ารักแร้นั้น คือชุมทางของต่อมน้ำเหลือง หากเราได้ขยับหัวไหล่ และรักแร้ ด้วยการแกว่งแขน จะช่วยให้ต่อมน้ำเหลืองขยับไปด้วย เมื่อต่อมน้ำเหลืองขยับ มันก็จะไหลเวียนไปทั่วร่างกาย “ระบบต่อมน้ำเหลือง” นั้น จะรวมไปถึง ม้าม ต่อมทอนซิล ต่อมไธมัส ฯลฯ ด้วย ระบบเหล่านี้มีหน้าที่ที่ร่างกายสร้างขึ้นมาคือต้องชำระร่างกายให้สะอาด ขจัดของเสีย สารพิษในร่างกาย แถมยังช่วยสร้างเม็ดเลือดขาว แอนตี้บอดี้ของระบบภูมิคุ้มกัน กรองสารแปลกปลอม เชื้อโรคสารพัด

การที่แกว่งแขนก็จะช่วยให้เลือดและระบบต่อมน้ำเหลืองสามารถที่จะหมุนเวียนอย่างสะดวก ไม่ติดขัด ก็จะช่วยเยียวยาอาการเจ็บป่วยของเราได้ชะงัด

แนวทางรักษาโรคกระเพาะ

การวินิจฉัยผู้ป่วยที่เป็นโรคกระเพาะ
โดยปกติแล้วการรักษาผู้ป่วยโรคกระเพาะ ก่อนการรักษาหากมีผู้ป่วยมาพบแพทย์ แพทย์ก็จะดำเนินการสอบถามอาการเบื้องต้นอย่างละเอียดก่อน แล้วจึงเริ่มทำการตรวจร่างกายเพื่อยืนยันให้แน่ชัด รวมถึงทำการตรวจพิเศษอื่นๆ เพิ่มเติม อาทิ การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร (Endoscopy) , การเอกซเรย์กระเพาะอาหารด้วยการกลืนแป้งแบเรียมเพื่อตรวจดูความผิดปกติ หรืออาจมีการตรวจหาเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ด้วยการตรวจเลือด ตรวจอุจจาระ หรือการตรวจด้วยวิธีการพ่นลมหายใจ เป็นต้น

การรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคกระเพาะ
ในการรักษาผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารอักเสบจะรักษาแบบเป็นไปตามอาการที่ผู้ป่วยเป็น ได้รับยา และปรับปรุงพฤติกรรมและดูแลตัวเอง โดยส่วนมากผู้ป่วยโรคกระเพาะจะมีสาเหตุมา จากการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ซึ่งเป็นเชื้อที่พบตามอุจจาระของผู้ป่วยติดเชื้อ ซึ่งเชื้อเหล่านี้จะปะปนมากับอาหาร ทำให้มักพบผู้ป่วยด้วยสาเหตุนี้ได้บ่อย แพทย์ก็จะทำการรักษาด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น ยาคลาริโธรมัยซิน (Clarithromycin) , ยาอะมอกซิซิลลิน (Amoxicillin) หรือยาเมโทรนิดาโซล (Metronidazole) เพื่อช่วยการฆ่าเชื้อ
สาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคกระเพาะ แพทย์ก็จะรักษาไปตามอาการเช่นกัน เพื่อเป็นการเร่งบรรเทาอาการให้ผู้ป่วยดีขึ้น อาทิ จ่ายยาลดกรดในกลุ่มโปรตอน ปั๊ม อินฮิบิเตอร์ (Proton Pump Inhibitors) หรือเอช 2 รีเซพเตอร์ แอนตาโกนีสต์ (H2-Receptor Antagonist หรือ H2 Blocker) เพื่อช่วยให้เกิดการหลั่งกรดและรักษาแผลที่เกิดในกระเพาะอาหาร

ในผู้ที่ป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบเพราะรับประทานยาในกลุ่มยาบรรเทาอาการปวดจนทำให้เกิดการระคายเคืองที่กระเพาะอาหาร แพทย์จะสั่งให้หยุดทานยาเหล่านั้นและแก้ไขพฤติกรรมอย่างเร่งด่วน รวมถึงทำการปรับเปลี่ยนยาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันให้แทน อีกทั้งแพทย์ก็จะแนะนำให้หยุดพฤติกรรมที่อาจส่งผลให้อาการแย่ลง อาทิ การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน , เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ รวมไปถึงการสูบบุหรี่

ไข้หวัดแดด กับเคล็ดลับการป้องกัน

ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนแรงในโลกยุคปัจจุบัน ด้วยท่ามกลางอากาศทะลุ 40 องศาเซลเซียสในบ้านเรา ทำให้คนเราเสี่ยงที่จะตกเป็นโรคที่มาพร้อมกับแดดร้อนๆ อยู่หลายโรคด้วยกัน เช่น ฮีทสโตรก  แต่ยังมีอีกโรคที่ชื่อคุ้นๆ แต่อาจไม่ได้เป็นอย่างที่คิดนัก นั่นคือ “ไข้หวัดแดด”

ไข้หวัดแดด เป็นอย่างไร?
ไข้หวัดแดด เป็นโรคที่เกิดจากการที่ร่างกายได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่ และมีปัจจัยสมทบที่ต้องเผชิญกับอากาศที่ร้อนจัด หรือ อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ร่างกายปรับตัว กับสภาพอากาศไม่ทัน และทำให้ร่างกายเกิดการสะสมความร้อนไว้ภายใน และด้วยความที่สภาพภูมิอากาศของประเทศไทยที่เป็นเมืองร้อนชื้น เชื้อโรคจึงมีชีวิตอยู่ได้นานยิ่งขึ้น

สาเหตุของโรคไข้หวัดแดด
นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้ข้อมูลว่า การเจ็บป่วยจากภาวะอากาศร้อน เป็นภาวะวิกฤตของร่างกายเราที่ไม่สามารถที่จะยับยั้งควบคุมร่างกายให้สามารถปรับตัวเพื่อควบคุมระดับความร้อนในร่างกายได้ โดยสาเหตุหลักๆ อาจมาจากปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม 4 ประการ ได้แก่

  1. อุณหภูมิของอากาศที่ร้อน
  2. ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศที่สูงขึ้น
  3. การอยู่กลางแจ้งหรืออยู่ในที่ที่อาจได้รับรังสีความร้อน
  4. สภาวะที่มีลมหรือการระบายอากาศน้อย

กลุ่มเสี่ยงโรคไข้หวัดแดด

จริงๆ แล้ว กลุ่มที่มีความเสี่ยงเป็นโรคไข้หวัดแดดนี้เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่มักพบบ่อยในกลุ่มคนเหล่านี้

  1. ผู้ที่ทำงานหรือทำกิจกรรมกลางแดด เช่น เกษตรกร นักกีฬา
  2. เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และผู้สูงอายุ
  3. ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง, คนอ้วน
  4. ผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ
  5. ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  6. ผู้ที่ต้องเข้าออกบ่อยๆ ระหว่างสถานที่ที่มีเครื่องปรับอากาศ และสภาพอากาศภายนอกที่ร้อนจัด

อาการของโรคไข้หวัดแดด

  1. มีไข้ต่ำๆ (ไม่เกิน 40 องศาเซลเซียล)
  2. วิงเวียน ปวดศีรษะ
  3. ครั่นเนื้อครั่นตัว
  4. อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
  5. ปากแห้ง คอแห้ง แสบคอ
  6. ท้องไส้ปั่นป่วน ท้องเสีย
  7. คลื่นไส้ อาเจียน
  8. นอนไม่ค่อยหลับ

ข้อแตกต่างระหว่าง ไข้หวัด VS ไข้หวัดแดด
หลายครั้งผู้ที่เป็นหวัดมักเกิดความสับสนระหว่าง ไข้หวัดแดด กับ ไข้หวัด เพราะอาการค่อนข้างคล้ายคลึงกัน แต่ในความจริงแล้ว ไข้หวัดจะมีอาการคัดจมูก มีน้ำมูก เจ็บคอ มีเสมหะ ร่วมด้วย ส่วนไข้หวัดแดดจะไม่ค่อยมีน้ำมูก หรือมีน้ำมูกใสๆ เพียงเล็ก น้อย และไม่มีอาการเจ็บคอ แต่จะรู้สึกขมปาก คอแห้ง และแสบคอแทน

วิธีรักษาโรคไข้หวัดแดด
ไข้หวัดแดดเกิดขึ้นจากเชื้อตัวเดียวกับไข้หวัดใหญ่ หากดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง อาการที่เกิดขึ้นมักจะหายเป็นปกติใน 2 สัปดาห์

ดังนั้นผู้ที่เป็นไข้หวัดแดด จึงควรปฏิบัติตัว ดังนี้

  1. พักผ่อนให้เพียงพอ
  2. หมั่นเช็ดตัวเพื่อระบายความร้อนภายใน
  3. ดื่มน้ำอุ่นมากๆ
  4. รับประทานอาหารที่สะอาดและปรุงสุกใหม่
  5. อาจทานยาลดไข้ร่วมด้วย

วิธีป้องกันโรคไข้หวัดแดด

  1. หลีกเลี่ยงการเผชิญแสดงแดดโดยตรง หรือที่อากาศร้อนจัด หากจำเป็นควรใส่เสื้อคลุมกันแดด หรือพกร่มไปด้วย
  2. หลีกเลี่ยงสถานที่ที่ผู้คนแออัด
  3. สวมใส่เสื้อผ้าสีอ่อน ที่ระบายอากาศได้ดี
  4. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
  5. ทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามินซีสูง เพื่อป้องกันหวัด
  6. หากต้องเผชิญสภาพอากาศที่ร้อนจัด ควรนั่งพักในที่ร่มที่อากาศถ่ายเทสะดวกสักพัก ก่อนเข้าในสถานที่ที่มีเครื่องปรับอากาศ เพื่อให้ร่างกายปรับตัวกับอุณหภูมิที่แตกต่างได้ทัน

ไอบ่อยไม่หายสักที หลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้หน่อยไหม

ไอบ่อย ๆ ไม่หายสักที ไอจนลูกกระเดือกเจ็บไปหมดแล้ววว คือ หนึ่งในอาการที่มักมาคู่กันเมื่อเรามีอาการ เป็นหวัด เป็นไข้ น้ำมูกไหล ซึ่งอาการ น้ำมูกไหลลงคอ นี่เอง ที่ทำให้เราไอ เนื่องจาก ร่างกายจะพยายามทำให้ปอด และทางเดินหายใจโล่งขึ้น เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม ที่เข้าไปในทางเดินหายใจ ทั้งนี้ อาหารบางอย่าง ก็มีส่วนช่วยทำให้เราไอหนักกว่าเดิมได้ แล้วมีอะไรบ้างนะ ที่เป็น อาหารแสลงสำหรับคนไอ ? มาดูกันเลย

อาหารที่มีรสหวานจัด
เช่น ของหวาน ขนมหวาน น้ำอัดลม น้ำผลไม้สำเร็จรูป และน้ำหวานทุกชนิด เนื่องจากน้ำตาลในอาหาร ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการอักเสบ และการติดเชื้อในร่างกาย ทำให้ผู้ที่ป่วยเป็นหวัด อาการไม่ดีขึ้น หรืออาจมีอาการหนักกว่าเดิมก็ได้ ช่วงที่ไอมาก จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวาน ๆ เป็นการชั่วคราว

อาหารหรือเครื่องดื่มเย็น ๆ
ความเย็น เป็นอีกหนึ่งตัวการที่กระตุ้นให้เกิดอาหารไอ ช่วงที่เราเป็นหวัด และมีอาการไอ จึงควรหลีกเลี่ยงอาการ และเครื่องดื่มต่าง ๆ ที่มีความเย็น เช่น น้ำเย็น น้ำแข็ง ไอศกรีม เป็นต้น

อาหารรสจัด หรืออาหารมัน ๆ
อาหารรสจัด และอาหารที่มีไขมันสูง เป็นอาหารที่ก่อให้การระคายเคืองภายในลำคอ และกระตุ้นให้เกิดอาการไอมากขึ้น

ผลไม้ฤทธิ์เย็น
แม้ว่าผลไม้จะอุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุที่ดีต่อร่างกาย แต่ก็ใช่ว่า เราจะกินผลไม้ทุกอย่างได้ตลอดเวลา เช่น ผลไม้ฤทธิ์เย็นอย่าง แตงโม แคนตาลูป หรือแตงไทย เพราะผลไม้ประเภทนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นผลไม้ที่มีน้ำมาก ทำให้เกิดการระคายเคืองภายในลำคอ แถมความเย็นในผลไม้ ยังไปกระตุ้นให้เกิดอาการไอมากขึ้น และทำให้หายใจไม่สะดวกด้วย

ผลไม้ที่แข็ง ย่อยยาก และมีแป้งมาก
นอกจากผลไม้ฤทธิ์เย็นแล้ว ผลไม้ที่อุดมไปด้วยแป้ง มีลักษณะแข็ง เช่น มะม่วงดิบ มะละกอ หรือกล้วย ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการไอได้เช่นกัน เพราะเมื่อเป็น ไข้หวัด ร่างกายจะมีอุณหภูมิที่สูงมากอยู่แล้ว การกินผลไม้ดังกล่าว จะทำให้ร่างกายต้องเผาผลาญพลังงานมาก ทำให้เกิดความร้อนในร่างกาย และร่างกายก็จะมีอุณหภูมิสูงขึ้น จนอาจทำให้ชักได้

นม และผลิตภัณฑ์จากนม
แม้ว่านมจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่สำหรับผู้ที่แพ้โปรตีนจากนมแล้ว การหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์จากนมทุกชนิด เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะผลิตภัณฑ์จากนม มีส่วนทำให้น้ำมูกข้น และเหนียวขึ้น จนอาจขัดขวางทางเดินหายใจ จนทำให้หายใจลำบากขึ้นกว่าเดิมได้

แต่ถ้าว่าหากคุณเป็นคนที่ไม่มีปัญหาอะไรกับดื่มนม หรือกินอาการที่ผลิตจากนม เช่น ดื่มนมอุ่น ๆ หรือโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ก็จะเป็นการช่วยเพิ่มวิตามินดี และจำนวนโพรไบโอติกส์ในร่างกาย ซึ่งสามารถช่วยป้องกันเชื้อแบคทีเรีย และไวรัสที่เป็นสาเหตุของไข้หวัดได้

สุรา และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อื่น ๆ
เนื่องจากแอลกอฮอล์มีฤทธิ์กดภูมิต้านทานในร่างกาย แถมยังละลายตัวยา ที่เรากินเข้าไปเพื่อแก้หวัด แก้คัดจมูก หรือ ลดน้ำมูก และอาการไอ มีส่วนทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลง ดังนั้น ในช่วงที่ป่วยและยัง รักษาไข้หวัด อยู่ จึงควรลด ละ เลิก การดื่มสุรา รวมถึงเครื่องดื่มแอลกฮอล์ทุกชนิดไปก่อน

ขนมปัง และแครกเกอร์
โดยเฉพาะขนมปังที่ทำมาจากแป้งขัดขาว เพราะแม้ว่าขนมปัง และแครกเกอร์ จะเป็นของที่กินได้ง่ายช่วงป่วย และทำให้ไม่อยากกินอะไร แต่แป้งขัดขาว สามารถจะย่อย และเปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้เร็วมาก ทำให้ร่างกายที่กำลังอ่อนแอ เสี่ยงต่อการเกิดอักเสบ และอาจติดเชื้อโรคมากขึ้น ทำให้อาการป่วยที่เป็นอยู่แล้ว อาการหนักกว่าเดิมได้ ถ้าอยากกินขนมปังเป็นหวัด ควรเลือกกินขนมปังหรือโฮลวีท หรือโฮลเกรน จะดีกว่า

เมื่อรู้แล้วว่า อาหารชนิดไหนบ้างที่เป็น อาหารแสลงสำหรับคนไอ ในช่วงที่ยังป่วยอยู่ หรือยังมีอาการ คัดจมูกหายใจไม่ออก หรือ น้ำมูกไหลลงคอ ก็ควรงดการกินอาหารเหล่านี้เอาไว้ก่อนดีกว่า และอดใจรอไว้กินในช่วงที่หายไอ หายเป็นหวัดแล้วดีกว่า เพื่อป้องกันไม่ให้มีอาการหนักขึ้น และจะได้หายป่วยเร็ว ๆ ยังไงล่ะ