ไข้หวัดแดด กับเคล็ดลับการป้องกัน

ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนแรงในโลกยุคปัจจุบัน ด้วยท่ามกลางอากาศทะลุ 40 องศาเซลเซียสในบ้านเรา ทำให้คนเราเสี่ยงที่จะตกเป็นโรคที่มาพร้อมกับแดดร้อนๆ อยู่หลายโรคด้วยกัน เช่น ฮีทสโตรก  แต่ยังมีอีกโรคที่ชื่อคุ้นๆ แต่อาจไม่ได้เป็นอย่างที่คิดนัก นั่นคือ “ไข้หวัดแดด”

ไข้หวัดแดด เป็นอย่างไร?
ไข้หวัดแดด เป็นโรคที่เกิดจากการที่ร่างกายได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่ และมีปัจจัยสมทบที่ต้องเผชิญกับอากาศที่ร้อนจัด หรือ อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ร่างกายปรับตัว กับสภาพอากาศไม่ทัน และทำให้ร่างกายเกิดการสะสมความร้อนไว้ภายใน และด้วยความที่สภาพภูมิอากาศของประเทศไทยที่เป็นเมืองร้อนชื้น เชื้อโรคจึงมีชีวิตอยู่ได้นานยิ่งขึ้น

สาเหตุของโรคไข้หวัดแดด
นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้ข้อมูลว่า การเจ็บป่วยจากภาวะอากาศร้อน เป็นภาวะวิกฤตของร่างกายเราที่ไม่สามารถที่จะยับยั้งควบคุมร่างกายให้สามารถปรับตัวเพื่อควบคุมระดับความร้อนในร่างกายได้ โดยสาเหตุหลักๆ อาจมาจากปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม 4 ประการ ได้แก่

  1. อุณหภูมิของอากาศที่ร้อน
  2. ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศที่สูงขึ้น
  3. การอยู่กลางแจ้งหรืออยู่ในที่ที่อาจได้รับรังสีความร้อน
  4. สภาวะที่มีลมหรือการระบายอากาศน้อย

กลุ่มเสี่ยงโรคไข้หวัดแดด

จริงๆ แล้ว กลุ่มที่มีความเสี่ยงเป็นโรคไข้หวัดแดดนี้เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่มักพบบ่อยในกลุ่มคนเหล่านี้

  1. ผู้ที่ทำงานหรือทำกิจกรรมกลางแดด เช่น เกษตรกร นักกีฬา
  2. เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และผู้สูงอายุ
  3. ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง, คนอ้วน
  4. ผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ
  5. ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  6. ผู้ที่ต้องเข้าออกบ่อยๆ ระหว่างสถานที่ที่มีเครื่องปรับอากาศ และสภาพอากาศภายนอกที่ร้อนจัด

อาการของโรคไข้หวัดแดด

  1. มีไข้ต่ำๆ (ไม่เกิน 40 องศาเซลเซียล)
  2. วิงเวียน ปวดศีรษะ
  3. ครั่นเนื้อครั่นตัว
  4. อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
  5. ปากแห้ง คอแห้ง แสบคอ
  6. ท้องไส้ปั่นป่วน ท้องเสีย
  7. คลื่นไส้ อาเจียน
  8. นอนไม่ค่อยหลับ

ข้อแตกต่างระหว่าง ไข้หวัด VS ไข้หวัดแดด
หลายครั้งผู้ที่เป็นหวัดมักเกิดความสับสนระหว่าง ไข้หวัดแดด กับ ไข้หวัด เพราะอาการค่อนข้างคล้ายคลึงกัน แต่ในความจริงแล้ว ไข้หวัดจะมีอาการคัดจมูก มีน้ำมูก เจ็บคอ มีเสมหะ ร่วมด้วย ส่วนไข้หวัดแดดจะไม่ค่อยมีน้ำมูก หรือมีน้ำมูกใสๆ เพียงเล็ก น้อย และไม่มีอาการเจ็บคอ แต่จะรู้สึกขมปาก คอแห้ง และแสบคอแทน

วิธีรักษาโรคไข้หวัดแดด
ไข้หวัดแดดเกิดขึ้นจากเชื้อตัวเดียวกับไข้หวัดใหญ่ หากดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง อาการที่เกิดขึ้นมักจะหายเป็นปกติใน 2 สัปดาห์

ดังนั้นผู้ที่เป็นไข้หวัดแดด จึงควรปฏิบัติตัว ดังนี้

  1. พักผ่อนให้เพียงพอ
  2. หมั่นเช็ดตัวเพื่อระบายความร้อนภายใน
  3. ดื่มน้ำอุ่นมากๆ
  4. รับประทานอาหารที่สะอาดและปรุงสุกใหม่
  5. อาจทานยาลดไข้ร่วมด้วย

วิธีป้องกันโรคไข้หวัดแดด

  1. หลีกเลี่ยงการเผชิญแสดงแดดโดยตรง หรือที่อากาศร้อนจัด หากจำเป็นควรใส่เสื้อคลุมกันแดด หรือพกร่มไปด้วย
  2. หลีกเลี่ยงสถานที่ที่ผู้คนแออัด
  3. สวมใส่เสื้อผ้าสีอ่อน ที่ระบายอากาศได้ดี
  4. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
  5. ทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามินซีสูง เพื่อป้องกันหวัด
  6. หากต้องเผชิญสภาพอากาศที่ร้อนจัด ควรนั่งพักในที่ร่มที่อากาศถ่ายเทสะดวกสักพัก ก่อนเข้าในสถานที่ที่มีเครื่องปรับอากาศ เพื่อให้ร่างกายปรับตัวกับอุณหภูมิที่แตกต่างได้ทัน

ไอบ่อยไม่หายสักที หลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้หน่อยไหม

ไอบ่อย ๆ ไม่หายสักที ไอจนลูกกระเดือกเจ็บไปหมดแล้ววว คือ หนึ่งในอาการที่มักมาคู่กันเมื่อเรามีอาการ เป็นหวัด เป็นไข้ น้ำมูกไหล ซึ่งอาการ น้ำมูกไหลลงคอ นี่เอง ที่ทำให้เราไอ เนื่องจาก ร่างกายจะพยายามทำให้ปอด และทางเดินหายใจโล่งขึ้น เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม ที่เข้าไปในทางเดินหายใจ ทั้งนี้ อาหารบางอย่าง ก็มีส่วนช่วยทำให้เราไอหนักกว่าเดิมได้ แล้วมีอะไรบ้างนะ ที่เป็น อาหารแสลงสำหรับคนไอ ? มาดูกันเลย

อาหารที่มีรสหวานจัด
เช่น ของหวาน ขนมหวาน น้ำอัดลม น้ำผลไม้สำเร็จรูป และน้ำหวานทุกชนิด เนื่องจากน้ำตาลในอาหาร ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการอักเสบ และการติดเชื้อในร่างกาย ทำให้ผู้ที่ป่วยเป็นหวัด อาการไม่ดีขึ้น หรืออาจมีอาการหนักกว่าเดิมก็ได้ ช่วงที่ไอมาก จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวาน ๆ เป็นการชั่วคราว

อาหารหรือเครื่องดื่มเย็น ๆ
ความเย็น เป็นอีกหนึ่งตัวการที่กระตุ้นให้เกิดอาหารไอ ช่วงที่เราเป็นหวัด และมีอาการไอ จึงควรหลีกเลี่ยงอาการ และเครื่องดื่มต่าง ๆ ที่มีความเย็น เช่น น้ำเย็น น้ำแข็ง ไอศกรีม เป็นต้น

อาหารรสจัด หรืออาหารมัน ๆ
อาหารรสจัด และอาหารที่มีไขมันสูง เป็นอาหารที่ก่อให้การระคายเคืองภายในลำคอ และกระตุ้นให้เกิดอาการไอมากขึ้น

ผลไม้ฤทธิ์เย็น
แม้ว่าผลไม้จะอุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุที่ดีต่อร่างกาย แต่ก็ใช่ว่า เราจะกินผลไม้ทุกอย่างได้ตลอดเวลา เช่น ผลไม้ฤทธิ์เย็นอย่าง แตงโม แคนตาลูป หรือแตงไทย เพราะผลไม้ประเภทนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นผลไม้ที่มีน้ำมาก ทำให้เกิดการระคายเคืองภายในลำคอ แถมความเย็นในผลไม้ ยังไปกระตุ้นให้เกิดอาการไอมากขึ้น และทำให้หายใจไม่สะดวกด้วย

ผลไม้ที่แข็ง ย่อยยาก และมีแป้งมาก
นอกจากผลไม้ฤทธิ์เย็นแล้ว ผลไม้ที่อุดมไปด้วยแป้ง มีลักษณะแข็ง เช่น มะม่วงดิบ มะละกอ หรือกล้วย ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการไอได้เช่นกัน เพราะเมื่อเป็น ไข้หวัด ร่างกายจะมีอุณหภูมิที่สูงมากอยู่แล้ว การกินผลไม้ดังกล่าว จะทำให้ร่างกายต้องเผาผลาญพลังงานมาก ทำให้เกิดความร้อนในร่างกาย และร่างกายก็จะมีอุณหภูมิสูงขึ้น จนอาจทำให้ชักได้

นม และผลิตภัณฑ์จากนม
แม้ว่านมจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่สำหรับผู้ที่แพ้โปรตีนจากนมแล้ว การหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์จากนมทุกชนิด เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะผลิตภัณฑ์จากนม มีส่วนทำให้น้ำมูกข้น และเหนียวขึ้น จนอาจขัดขวางทางเดินหายใจ จนทำให้หายใจลำบากขึ้นกว่าเดิมได้

แต่ถ้าว่าหากคุณเป็นคนที่ไม่มีปัญหาอะไรกับดื่มนม หรือกินอาการที่ผลิตจากนม เช่น ดื่มนมอุ่น ๆ หรือโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ก็จะเป็นการช่วยเพิ่มวิตามินดี และจำนวนโพรไบโอติกส์ในร่างกาย ซึ่งสามารถช่วยป้องกันเชื้อแบคทีเรีย และไวรัสที่เป็นสาเหตุของไข้หวัดได้

สุรา และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อื่น ๆ
เนื่องจากแอลกอฮอล์มีฤทธิ์กดภูมิต้านทานในร่างกาย แถมยังละลายตัวยา ที่เรากินเข้าไปเพื่อแก้หวัด แก้คัดจมูก หรือ ลดน้ำมูก และอาการไอ มีส่วนทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลง ดังนั้น ในช่วงที่ป่วยและยัง รักษาไข้หวัด อยู่ จึงควรลด ละ เลิก การดื่มสุรา รวมถึงเครื่องดื่มแอลกฮอล์ทุกชนิดไปก่อน

ขนมปัง และแครกเกอร์
โดยเฉพาะขนมปังที่ทำมาจากแป้งขัดขาว เพราะแม้ว่าขนมปัง และแครกเกอร์ จะเป็นของที่กินได้ง่ายช่วงป่วย และทำให้ไม่อยากกินอะไร แต่แป้งขัดขาว สามารถจะย่อย และเปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้เร็วมาก ทำให้ร่างกายที่กำลังอ่อนแอ เสี่ยงต่อการเกิดอักเสบ และอาจติดเชื้อโรคมากขึ้น ทำให้อาการป่วยที่เป็นอยู่แล้ว อาการหนักกว่าเดิมได้ ถ้าอยากกินขนมปังเป็นหวัด ควรเลือกกินขนมปังหรือโฮลวีท หรือโฮลเกรน จะดีกว่า

เมื่อรู้แล้วว่า อาหารชนิดไหนบ้างที่เป็น อาหารแสลงสำหรับคนไอ ในช่วงที่ยังป่วยอยู่ หรือยังมีอาการ คัดจมูกหายใจไม่ออก หรือ น้ำมูกไหลลงคอ ก็ควรงดการกินอาหารเหล่านี้เอาไว้ก่อนดีกว่า และอดใจรอไว้กินในช่วงที่หายไอ หายเป็นหวัดแล้วดีกว่า เพื่อป้องกันไม่ให้มีอาการหนักขึ้น และจะได้หายป่วยเร็ว ๆ ยังไงล่ะ

ระวังโรคทางตา ภัยเงียบยุคดิจิทัล

จักษุแพทย์เตือนระวังโรคทางตา ภัยเงียบคนทำงานยุคดิจิทัล นักโภชนาการแนะสารอาหารสำคัญลดความเสี่ยงโรคจอประสาทตาเสื่อมในคนทำงานยุคดิจิทัล
นพ.ธีรวีร์ หงส์หยก อาจารย์จักษุแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกระจกตา และการผ่าตัดแก้ไขสายตา โรงพยาบาลราชวิถี และวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต บรรยายในหัวข้อ “การดูแลสุขภาพดวงตา…วัยทำงานยุคดิจิทัล” เปิดเผยว่า ในประเทศไทยสามารถพบอุบัติการณ์โรคทางดวงตา และอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับดวงตาเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมของคนในการใช้สายตาเปลี่ยนไป รวมทั้งการละเลยการดูแลดวงตาต่อเนื่องเป็นเวลานาน

นอกจากนี้ยังพบว่า กลุ่มคนทำงานเป็นกลุ่มคนที่เกิดอาการผิดปกติกับดวงตามากที่สุด เพราะเป็นกลุ่มคนที่ใช้เวลาหลายชั่วโมงในแต่ละวันไปกับการจ้องจอไม่ว่าจะเป็นจอคอมพิวเตอร์ มือถือ แทบเล็ต และ Gadgets ต่างๆ ซึ่งพบมากถึงร้อยละ 70 ของผู้ที่ทำงานกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน และพบได้มากขึ้นในคนที่อายุมากกว่า 40 ปี ทำให้เกิด Computer Vision Syndrome เกิดอาการผิดปกติ เช่น อาการล้าตา ตาแห้ง แสบตา แพ้แสงสู้แสงไม่ได้ ปวดศีรษะ ปวดคอ บ่า ไหล่ ร่วมด้วย

นอกจากนี้ แสงสีฟ้า (Blue Light) ซึ่งเป็นคลื่นแสงที่มีพลังงานสูงจากจอคอมพิวเตอร์ มือถือ แทบเล็ต Gadgets ต่างๆและรังสียูวีจากแสงแดดที่เข้าสู่ดวงตา ทำให้เกิดอนุมูลอิสระในเซลล์จอประสาทตา ทำให้เซลล์ค่อยๆ เสื่อมลง หากไม่ดูแลและปรับพฤติกรรมการใช้สายตา จะทำให้เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมในที่สุด

คนยุคใหม่ เสี่ยงจอประสาทตาเสื่อมมากขึ้น
ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บรรยายในหัวข้อ “อาหารและโภชนาการสร้างเสริมสุขภาพดวงตา” ว่า ปัจจุบันคนไทยติดสมาร์ตโฟน มากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก จากการสำรวจพบว่าคนไทยมากถึงร้อยละ 98 ใช้เวลาตั้งแต่ตื่นนอนถึงก่อนเข้านอน ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมเพิ่มขึ้น ดังนั้นนอกจากเราต้องปรับพฤติกรรมการใช้ดวงตาอยู่หน้าจอแล้ว เราต้องรับประทานสารอาหารที่ช่วยดูแลดวงตาให้มีสุขภาพดี และลดความเสี่ยงในการเกิดโรครวมทั้งอาการผิดปกติกับดวงตา

สารอาหารที่ช่วยลดความเสี่ยงจอประสาทตาเสื่อม
ข้อแนะนำของ National Eye Institute สหรัฐอเมริกา ระบุว่า การรับประทาน ลูทีน 10 มิลลิกรัม ร่วมกับซีแซนทีน 2 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่เหมาะสมและปลอดภัย จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ เพราะช่วยทำหน้าที่กรองแสง ตลอดจนรังสีต่างๆ รวมทั้งแสงสีฟ้าที่ออกมาจากจออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งกับคนที่ทำงานโดยการใช้สายตาจ้องจอนานๆ หรือทำงานในที่ที่มีแสงจ้า ซึ่งร่างกายของเราไม่สามารถสร้างลูทีนและซีแซนทีนได้เอง จำเป็นต้องได้รับจากอาหารที่เรารับประทานเท่านั้น และเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นลูทีนและซีแซนทีนในจอประสาทตาจะมีปริมาณลดลงเรื่อยๆ

โดยลูทีนพบมากในหน่อไม้ฝรั่ง และ บล็อกโครี่ ส่วนซีแซนทีนพบมากในพริกหวานสีส้ม ข้าวโพด น้ำส้ม และองุ่นเขียว แต่เราต้องรับประทานผักและผลไม้เหล่านี้จำนวนมากเพื่อให้ได้รับลูทีนและซีแซนทีนที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม โดยลูทีน 10 มิลลิกรัม ต้องรับประทานหน่อไม้ฝรั่ง 1.1 กิโลกรัม หรือ บล็อกโครี่ 1.4 กิโลกรัม และ ซีแซนทีน 2 มิลลิกรัม ต้องรับประทานพริกหวานสีส้ม 125 กรัม ข้าวโพด 400 กรัม น้ำส้ม 10 ลิตร หรือ องุ่นเขียว 33 กิโลกรัม ปัจจุบันอาหารเสริมจึงเป็นทางเลือกใหม่ที่ได้รับความนิยม เพื่อให้ได้สาระสำคัญในปริมาณที่มีประสิทธิผลตามการศึกษาวิจัย และสะดวกกับคนทำงานที่ใช้ชีวิตรีบเร่งในแต่ละวัน

นอกจากนี้ยังมีสารอาหารอื่นๆ ที่ช่วยดูแลสุขภาพดวงตา เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี เบต้าแคโรทีน ดีเอชเอ และแอนโธไซยานิน เป็นต้น ที่ช่วยในการมองเห็น เพิ่มความชุ่มชื้นของตา ปกป้องสายตาจากแสงแดด และชะลอความเสื่อมของเลนส์ตา

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ช่วยลดเสี่ยงจอประสาทตาเสื่อม
นอกจากการรับประทานสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อดวงตาแล้ว ควรปรับพฤติกรรมการใช้ดวงตาอยู่หน้าจอ โดยใช้กฎ 20-20-20 คือทุก 20 นาทีควรละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือ ผ่อนคลายสายตาด้วยการมองวัตถุอื่นๆ ที่ห่างออกไปประมาณ 20 ฟุต กระพริบตาต่อเนื่องเพื่อป้องกันอาการตาแห้ง รวมทั้งลุกขึ้นเดินไปรอบๆ บริเวณที่นั่งอยู่ประมาณ 20 ก้าว เพื่อสุขภาพดวงตาที่ดีและยืดอายุดวงตาให้เสื่อมช้าลง ดังนั้นเริ่มดูแลดวงตาตั้งแต่วันนี้ เพราะ เรามีดวงตาเพียงคู่เดียวที่ต้องอยู่คู่เราไปตลอดชีวิต

การดูแลร่างกายด้วยการใช้ Artichoke สมุนไพรบำรุงตับ

ทุกคนนั้นรู้อยู่แล้วว่าสุขภาพของเราสำคัญขนาดไหนแต่คนทั่วไปเลือกที่จะมองข้ามการรักษาสุขภาพร่างกายของตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอเพราะว่าคิดว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัวเราจนบางทีอาจจะหันกลับมาดูแลร่างกายไม่ทันวันนี้เราจะมาแนะนำการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงดูดีอยู่เสมอว่าควรทำอย่างไรกันบ้าง อย่างแรกที่เรารู้ๆกันเลย การออกำลังกาย การออกกำลังกายนั้นต้องร็จักการประมาณตน ให้ออกกำลังกายอย่างพอเหมาะพอึวรไม่ใช่ออกกำลังกายอย่างหักโหม ข้อสังเกตการออกกำลังกายอย่างพอดีนั้นคือ ถ้าออกำลังกายแล้วร็สึกเหนื่อยยังฝืนออกกำลังกายต่อด้วยความหนักเท่าเดิมโดยที่เรานั้นไม่เหนื่อยเพิ่มขึ้นและสามารถพัดได้ไม่เกิน 10 นาทีแล้วรู้สึกหายเหนื่อยแสดงว่าร่างกายของเรานั้นทนได้ หรือว่าถ้าออกกำลังกายแล้วเหนื่อยพักแล้วก็ยังไม่หายเหนื่อย เรานั้นควรที่จะหยุดเพราะว่าถ้าขืนยังเล่นต่อไปอีกอาจทำให้หัวใจวายเฉียบพลันถึงขึ้นเสียชีวิตได้

ต่อมาคือการเลือกกินอาหาร การกินอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ อย่างที่เรานั้นโดนปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆน้อยคนนักที่จะสามารถรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ได้ กินข้าวเป็นหลับสลับกับอาหารแป้งบางมื้อ เลือกที่จะกินข้าวกล้องแทนข้าวขาวเพราะว่าได้คุณค่าและใยอาหารมากกว่า หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกรสจัด เลือกรักประทานอาหารที่ปราศจากสารปนเปื้อนอาหารที่ไม่สุกมีสารเคมี เช่น สารฟอกขาว สารเร่งสี สารฆ่าแมลง ฟอร์มาลีน เพราะว่าสารเหล่านี้เป็นตัวการที่ทำให้เกิดโรคต่างๆได้

การดูแลตัวเอง อาบน้ำทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง สระผมอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้งการสระผมนั้นช่วยทำให้หนังศรีษะสะอาดไม่สกปรก ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ มองโลกในแง่ดี ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุด้วยความไม่ประมาท และที่สำคัญอย่าลืมทาน Artichoke สมุนไพรบำรุงตับ ด้วยนะ เพื่อร่างกายและสุขภาพที่แข็งแรง

ระวังโรคภูมิแพ้ตัวเองสังเกตตัวเองก่อน แก้ไขทัน

อธิบดีกรมการแพทย์ชี้โรคแพ้ภูมิตัวเองทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ของอวัยวะต่างๆ มีความรุนแรงแตกต่างกัน ตั้งแต่มีผื่น ปวดข้อ ไปจนถึงอาการแสดงที่มีความรุนแรงถึงเสียชีวิต พบได้บ่อยในหญิงมากกว่าชาย แนะผู้ป่วย SLE หากสงสัยว่าจะมีการติดเชื้อหรือมีอาการผิดปกติ ที่อาจบ่งชี้ว่าโรคกำเริบ เช่น อาการไข้ อ่อนเพลียมีผื่นขึ้นมากกว่าเดิม ปวดข้อ ผมร่วง มีแผลในปาก เป็นต้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือโรค SLE (Systemic Lupus Erythematosus, SLE) เป็นโรคภูมิต้านทานตนเองทำลายเนื้อเยื่อตัวเอง ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง อาการของโรคจะเป็นๆ หายๆ มีการกำเริบและสงบเป็นระยะ พบได้บ่อยในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย สาเหตุที่แท้จริงไม่ทราบแน่ชัด แต่มีปัจจัยทางพันธุกรรม และปัจจัยอื่น ส่งเสริมทำให้เกิดโรค ได้แก่ การติดเชื้อ ยา แสงแดด สารเคมีในสิ่งแวดล้อม อาการของโรคนี้จะแสดงความผิดปกติในร่างกายหลายระบบร่วมกัน เช่น ผื่นโรคSLE ระบบผิวหนัง ระบบประสาท ระบบหัวใจและหลอดเลือด กล้ามเนื้อและข้อ เม็ดเลือด ไต ระบบทางเดินหายใจ ผมร่วง เป็นต้น ดังนั้น ผู้ป่วยโรค SLE จึงมีอาการแสดงทางคลินิกที่หลากหลาย และมีความรุนแรงแตกต่างกัน ตั้งแต่อาการที่ไม่รุนแรง เช่น มีผื่น ปวดข้อ ไปจนถึงอาการแสดงที่มีความรุนแรงถึงเสียชีวิต เช่น ไตอักเสบ ดังนั้น การดูแลรักษาผู้ป่วยแต่ละรายจึงมีความแตกต่างกัน และแม้ว่าจะเป็นโรคที่รักษาไม่หายแต่ผู้ป่วยสามารถมีคุณภาพชีวิตใกล้เคียงกับคนปกติ

การวินิจฉัยโรค SLE จะต้องอาศัยประวัติการเจ็บป่วย และผลเลือด โดยมีเกณฑ์การวินิจฉัยความผิดปกติอย่างน้อย 4 ใน 11 ข้อ ได้แก่ 1. ผื่นบริเวณใบหน้าและมีการกระจายเป็นรูปผีเสื้อ 2. ผื่นผิวหนังชนิดที่เรียกว่าผื่นดีสคอยด์ พบได้บ่อยบริเวณใบหน้า ใบหู ลำตัว และแขนขา 3. อาการแพ้แดด โดยมีผื่นผิวหนังแดงอย่างรุนแรงเมื่อโดนแดด 4. แผลในปาก 5. ข้ออักเสบ 6. ไตอักเสบ โดยปริมาณโปรตีนหรือไข่ขาวในปัสสาวะมากกว่าปกติ 7. อาการชักหรืออาการทางระบบประสาทอื่นๆ 8.เยื่อหุ้มปอดหรือหัวใจหรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ 9. อาการซีด เม็ดเลือดขาวต่ำ หรือเกล็ดเลือดต่ำ (ที่ไม่ได้เกิดจากยาหรือการติดเชื้อ) 10. ตรวจพบ แอนตินิวเคลียร์แอนติบอดี (antinuclear antibody) ในเลือด 11. ตรวจพบแอนติบอดีต่อดีเอ็นเอ (anti-dsDNA) หรือการตรวจพบแอนติฟอสโฟไลปิดแอนติบอดี หรือการตรวจเลือดพบผลบวกปลอมต่อการตรวจซิฟิลิส

เนื่องจากการรักษาโรค SLE มีระยะการรักษาที่ยาวนาน นอกจากการรักษาโรคแล้ว ผู้ป่วยควรดูแลตนเอง โดยควรทำความเข้าใจ ธรรมชาติ และกลไกการเกิดโรค รวมทั้งเข้าใจเหตุผลของการประเมิน ติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ดังนี้

1.ทำจิตใจให้สงบ ไม่เครียด

2.พักผ่อนให้เพียงพอและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

3. รับประทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะและครบหมู่ ควรรับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์และปรุงสุก 4. หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดจ้า ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไปเมื่อต้องออกไปกลางแดด 5. อยู่ในที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีผู้คนหนาแน่น

6. ไม่ควรตั้งครรภ์ ในขณะที่โรคยังรุนแรงหรือกำลังกำเริบ

7. รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ

8. หากสงสัยว่าจะมีการติดเชื้อ เช่น มีไข้ มีแผล ฝี หนอง ไอ ปัสสาวะแสบขัด ท้องร่วง หรือต้องรับการรักษาอื่นๆ เช่น การทำฟัน หรือต้องเข้ารับการผ่าตัด และหากมีอาการผิดปกติที่อาจบ่งชี้ว่าโรคกำเริบ เช่น อาการไข้อ่อนเพลียมีผื่นขึ้นมากกว่าเดิม ปวดข้อ ผมร่วง มีแผลในปาก เป็นต้น ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อให้แพทย์ปรับยา หยุดยา หรือพิจารณาให้ยาตามความเหมาะสม

9. ติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอและไม่ควรหยุดยาเอง เนื่องจากในบางครั้งอาจทำให้โรคกำเริบอย่างรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้

บริหารคอป้องกันโรคกระดูกคอเสื่อมก่อนวัย

“โรคกระดูกคอเสื่อม” เวลาหันศีรษะแล้วมีเสียงดังกร๊อบบริเวณคอ หรือมีอาการปวดคอ คอเกร็ง โดยจะปวดมากยิ่งขึ้น เมื่อขยับคอเคลื่อนไหวไปมา อาการเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสัญญาณ อันตรายบ่งบอกถึงการมาเยือนของ โรคข้อกระดูกสันหลังคอเสื่อม ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้ตามวัยและสังขาร ยิ่งปล่อยทิ้งไว้นานวันยิ่งยากจะรักษาเยียวยา ทางที่ดีที่สุดควรป้องกันไว้แต่เนิ่นๆ

โรคกระดูกคอเสื่อม ตามหลักการแพทย์ แล้ว โดยปกติทั่วไป กระดูกสันหลังคอจะมีการเคลื่อน ไหวมากกว่า 600 ครั้ง ในแต่ละชั่วโมง นอกจากนี้ ยังจะต้องรับแรงกด แรงบิด และแรงตึงเครียด อันเนื่องมาจากมูฟเมนต์การเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดโรคข้อกระดูกสันหลังคอเสื่อม นอกจากจะเป็นโรคที่พบมากในผู้สูงอายุแล้ว บางรายยังเริ่มแสดงอาการให้เห็นตั้งแต่อายุ 35-40 ปี โดยความสามารถในการเคลื่อนตัว ของข้อจะเริ่มเสียไปทีละน้อย ทำให้เกิดอาการฝืดเคืองเวลาขยับตัวเหลียวคอไปมองด้านหลัง ขณะที่ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป มักจะเกิดอาการติดขัดเมื่อต้องการเหลียวคอเกิน 90 องศา โดยอาจมีอาการปวดคอแทรกซ้อนได้ เมื่อฝืนให้ข้อทำงานเกินกำลัง ผลจากการแก่ตัวของข้อกระดูกคอ ยังก่อให้เกิดกระดูกงอกในด้านขอบของข้อ ซึ่งถ้างอกเกินขนาด อาจทำให้มีอาการปวดลามลงแขน มือ และนิ้วได้ ในรายที่มีกระดูกงอกมาก อาจจะมีอาการชาที่นิ้วมือ หรือแขน และทำให้แขนและมืออ่อนแรง

สำหรับแนวทางในการรักษาโรคข้อกระดูกสันหลังคอเสื่อม ได้รับคำแนะนำจาก นพ.พุทธิพร เธียร-ประสิทธิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส สถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ ว่าแนวทางการรักษามีอยู่ด้วยกันหลายวิธี เช่น การทำกายภาพบริหาร การนวดบรรเทาอาการเจ็บปวด และการใช้เครื่องมือช่วย เพื่อผ่อนแรงกล้ามเนื้อคอ ในรายที่มีอาการรุนแรง ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อฉีดยาลดอาการอักเสบที่คอ ยิ่งถ้ามีอาการเจ็บ ชา หรืออ่อนแรงลงที่แขน ถือว่าเป็นสัญญาณอันตราย ต้องรีบตรวจรักษาอย่างละเอียด ด้วยเครื่อง MRI Scan เพื่อวินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง แต่ถ้ามีอาการแขนชาหรืออ่อนแรงมาก อาจต้องคิดถึงการผ่าตัด เพื่อรักษาการทำงานของเส้นประสาทที่ถูกกดโดยกระดูกงอก

อย่างไรก็ดี คุณหมอยืนยันว่า หนทางที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงโรคร้ายดังกล่าว (กระดูกคอเสื่อม) คือ การป้องกันตั้งแต่ยังไม่ถูกคุกคาม โดยหมั่นบริหารร่างกายให้มีคอที่แข็งแรง เพื่อลดความตึงตัวของเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อบริเวณคอ ด้วยการหมุนศีรษะตามเข็มนาฬิกา 3 ครั้ง และในทางตรงข้ามอีก 3 ครั้ง ทิ้งน้ำหนักของศีรษะลงเต็มที่ในการหมุนแต่ละครั้ง จากนั้นก้มศีรษะไปข้างหน้าโดยให้ไหล่ อยู่กับที่ แล้วเอียงคอไปมาทางด้านข้างและหงายไปข้างหลังให้มากที่สุด ทำซ้ำ 10 ครั้ง แล้วจึงตั้งคอตรงหันศีรษะช้าๆไปด้านขวาและซ้าย 10 ครั้ง โดยทำซ้ำให้เร็วขึ้น

ขณะเดียวกัน ก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอิริยาบถต่างๆในชีวิตประจำวันควบคู่ไปด้วย เช่น หากนั่งทำงานที่ออฟฟิศ ก็ไม่ควรนั่งอยู่ในท่าเดียวนานๆ แต่ควรลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ, ไม่ควรใส่เสื้อผ้ารัดแน่นเกินไป, ไม่ควรนอนฟูกนิ่มเกินไป, ความสูงของหมอนควรพอเหมาะกับคอ เพื่อลดการทำงานของคอ อาจใช้หมอนใบเล็กๆรองใต้คอ, ไม่ควรนอนตากแอร์ หรือตากพัดลมตรงๆ, ไม่ว่าในท่าเดินหรือท่ายืน ศีรษะก็ควรจะตั้งตรง ไม่ก้มหรือเงยศีรษะ, ไม่ควรโน้มศีรษะลงขณะอ่านหนังสือ เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอทำงานหนักกว่าปกติ แต่ควรยกหนังสือให้ตั้งขึ้นในระดับสายตา โดยอาจวางตั้งบนกองหนังสือ หรือกล่องก็ได้ ส่วนเวลาขับรถควรเคลื่อนลำตัวให้ใกล้พวงมาลัย ไม่ห่างจนเกินไป และเพื่อช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณคอในแต่ละวัน ควรใช้ผ้าชุบน้ำร้อนประคบบริเวณคอเป็นประจำอยากตรวจเช็กให้แน่ใจว่า อาการปวดคอที่เป็นอยู่ถึงขั้นเสื่อมหรือไม่

ลดเท่าไหร่ก็ไม่ผอมลงสักที ระบบเผาผลาญพัง

ในบางรายที่ลดน้ำหนักอาจเคยเจอปัญหาน้ำหนักไม่ลดน้อยลงเลย ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย หรือการควบคุมอาหาร นับเป็นอุปสรรคในการลดน้ำหนักที่สำคัญ ที่เป็นเช่นนั้นอาจเกิดจาก “ระบบเผาผลาญเสื่อม” ที่หลายคนไม่เคยรู้ เป็นปัญหาที่เกิดจากภายในร่างกาย และเป็นปัจจัยหนึ่งทำให้การลดน้ำหนักล้มเหลว โดยระบบเผาผลาญเสื่อมก็มีสาเหตุหลายอย่างด้วยกัน ทั้งแบบที่สามารถรักษาได้และรักษาไม่ได้

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบเผาผลาญของร่างกาย

โดยปกติร่างกายคนเรามีการเผาผลาญตลอดเวลา แม้ในระหว่างนอนนิ่ง ๆ อยู่กับที่ ร่างกายก็ยังมีการเผาผลาญไปด้วย เรียกว่า “อัตราการเผาผลาญพื้นฐาน” โดยแต่ละบุคคลจะมีอัตราการเผาผลาญพื้นฐานแตกต่างกันออกไป และเมื่อร่างกายมีการทำกิจกรรมต่าง ๆ หรือมีการใช้แรง เช่น เดิน พูดคุย ร่างกายก็จะมีอัตราการเผาผลาญที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ขณะที่ร่างกายทำการย่อยอาหารและดูดซึมก็มีการเผาผลาญเกิดขึ้นเช่นกัน

อัตราการเผาผลาญของร่างกาย สามารถวัดได้หรือไม่?

อัตราการเผาผลาญของร่างกาย สามารถวัดได้ แต่จะทำในผู้ที่มีแนวโน้มว่าอาจมีปัญหาในเรื่องของระบบเผาผลาญที่ผิดปกติเท่านั้น หรือใช้ในคนไข้ที่มีโรคบางโรคที่ทำให้คำนวณอัตราการเผาผลาญได้ไม่แม่นยำ หรือใช้ในงานวิจัย ซึ่งต้องผ่านการพิจารณาจากแพทย์เฉพาะทาง เช่น คนที่พยายามลดน้ำหนักแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ หรือในผู้ป่วยวิกฤติ มีอาการบาดเจ็บสาหัส เช่น แผลไฟไหม้ แผลน้ำร้อนลวกขั้นรุนแรง เป็นต้น โดยก่อนการวัด คนไข้จะต้องเตรียมตัวมาก่อนเหมือนกับการเตรียมตัวก่อนเจาะเลือด อาทิ การงดน้ำ งดอาหาร เป็นต้น

วิธีการวัดคือให้คนไข้นอนนิ่ง ๆ เป็นเวลา 30 นาทีเพื่อวัดอัตราการใช้ออกซิเจนของคนไข้ และอัตราการสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ว่าสามารถสร้างได้เท่าไร ซึ่งจะบอกได้ว่าร่างกายมีอัตราการเผาผลาญพื้นฐานที่เท่าไร หรือเผาผลาญพลังงานได้กี่แคลอรี่

วิธีสังเกตภาวะระบบเผาผลาญเสื่อม

รับประทานอาหารน้อยหรือเท่ากับคนอื่น แต่น้ำหนักเพิ่มขึ้นมากกว่าคนอื่น (อ้วนง่ายผิดปกติ)
พยายามลดน้ำหนัก แต่น้ำหนักไม่ยอมลดน้อยลง
สาเหตุของระบบเผาผลาญเสื่อม

ป่วยด้วยโรคบางอย่าง เช่น ไทรอยด์ทำงานผิดปกติ
อายุที่เพิ่มขึ้น อัตราการเผาผลาญพื้นฐานมักต่ำลง
คนที่ตัวเล็กกว่ามักมีอัตราการเผาผลาญต่ำกว่าคนที่ตัวใหญ่กว่า
คนที่มีน้ำหนักขึ้น ๆ ลง ๆ ซ้ำซาก จากการลดน้ำหนักผิดวิธี ส่งผลให้อัตราการเผาผลาญพื้นฐานต่ำลงได้
อาหารที่สัมพันธ์กับระบบเผาผลาญของร่างกาย

อาหารที่กระตุ้นการเผาผลาญ คืออาหารหมู่โปรตีน
อาหารประเภทไขมัน ไม่ค่อยกระตุ้นการเผาผลาญมากนัก
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการกระตุ้นระบบเผาผลาญของอาหารนั้นมีผลเพียงร้อยละ 10 ซึ่งน้อยมาก หลัก ๆ เลย สิ่งที่มีผลต่อระบบเผาผลาญของร่างกายอย่างมากก็คือการเผาผลาญพื้นฐานในบุคคลนั้นและกิจกรรมทางกาย

ผลกระทบจากภาวะระบบเผาผลาญเสื่อม

โรคอ้วน
โรคอื่นที่เกิดจากความอ้วน อาทิ โรคทางน้ำตาล โรคทางไขมัน โรคความดัน โรคหัวใจ เข่าเสื่อม เป็นต้น
การรักษาภาวะระบบเผาผลาญเสื่อม

รักษาที่สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะดังกล่าว เช่น หากพบว่ามีสาเหตุมาจากตัวโรค ก็ทำการรักษาโรคนั้น หรือถ้าหากเกิดจากการลดน้ำหนักที่ผิดวิธี ก็ต้องรักษาด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีการลดน้ำหนักให้ถูกต้อง

การลดน้ำหนักที่มีผลต่อระบบเผาผลาญ

การลดน้ำหนักที่ไม่ถูกต้องเป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้ระบบเผาผลาญเสื่อม ได้แก่

การอดอาหาร
การรับประทานเฉพาะผัก ผลไม้ หลีกเลี่ยงการรับประทานแป้งและเนื้อสัตว์
การปล่อยให้น้ำหนักขึ้น ๆ ลง ๆ ซ้ำซาก
การรับประทานเฉพาะผักและผลไม้ จะทำให้น้ำหนักลดลงจริง แต่สิ่งที่ลดลงมักจะเป็นมวลกล้ามเนื้อซึ่งจะทำให้อัตราการเผาผลาญพื้นฐานลดลง จะส่งผลให้ระบบเผาผลาญเสื่อมลง ทำให้กลับมาอ้วนอีกและน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมักจะมากกว่าน้ำหนักตั้งต้น

วิธีลดน้ำหนักที่ถูกต้อง

การลดน้ำหนักที่ถูกต้อง จะต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต และเลือกรับประทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสม มีปริมาณโปรตีนเพียงพอ พร้อมกับสารอาหารที่ครบถ้วน สามารถรับประทานไปได้ตลอดในระยะยาว เพื่อให้ระบบเผาผลาญมีการปรับตัวที่สมดุล ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น ร่วมกับการออกกำลังกาย